ICT News
จาก SSM Wiki
| ชุมชนคน ICT | ข่าว ICT | เล่นเน็ตผ่านซิม | IPC2 & DIP Web | จับภาพนิ่งใส่บทความ | คลิป วีดีโอหน้าจอ |
เจ้าโลกอย่างอินเทลกำลังซุ่มปั้นมาตรฐาน USB 3.0 เพื่อรองรับโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
- คงไม่มีมนุษย์คอมพิวเตอร์คนไหนไม่รู้จักอักษร 3 ตัวนี้ U S B มันคือผู้ยิ่งใหญ่ คือมาตรฐานในแง่ของการเชื่อมต่ออุปกรณ์รอบข้างทั้งหลาย แต่แล้วไม่นานก็กลับมีมาตรฐานใหม่ที่ชื่อ FireWire 800 โผล่ขึ้นมา ซึ่งแม้จะยังมีอุปกรณ์จำนวนเพียงหยิบมือเดียวที่รองรับ แต่มันก็ทำให้ USB ไม่สามารถคุยโวในแง่ความเร็วได้อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่สามารถพ่วงคำว่า “ที่สุด” เข้าไปด้วยได้แล้วและนี่เองที่เป็นที่มาของยุคที่ 3 ของ USB สงครามเกทับที่คงไม่มีวันจบสิ้น อินเทลเริ่มตีปี๊บมาตรฐานใหม่ ด้วยการจัดตั้ง SuperSpeed USB Promotions Group เพื่อเป็นเครื่องรับประกันว่ามาตรฐานใหม่นี้จะเป็นที่แพร่หลายในหมู่อุปกรณ์ต่อพ่วงไปอีกอย่างน้อย 5 ปี
- หัวใจสำคัญในการออกมาตรฐานใหม่ ก็คือเรื่อง Backward Compatible ซึ่งแน่นอนว่าเจ้า 3.0 ก็ย่อมต้องไม่พลาดแน่ๆ มันรองรับการทำงานกับ USB 2.0 หรือแม้แต่ 1.1 พูดในแง่ความเร็ว SuperSpeed USB จะรองรับอัตราการรับส่งข้อมูลที่ระดับสิบเท่าของ 2.0 เดิม คือเพิ่มจาก 480 Mbps กลายเป็น 4.8 Gbps ในขณะเดียวกันกลับบริโภคพลังงานน้อยลง นั่นก็หมายความว่า การก๊อบปี้หนังขนาด 27 GB เข้าไปในอุปกรณ์พกพา จะใช้เวลาเพียง 70 วินาทีเท่านั้น จากเดิมที่ต้องใช้ถึง 15 นาที
- ในแง่ของพลังงานแล้วก็จะประหยัดขึ้น เพราะมีการออกแบบกลไกในการสื่อสารใหม่ คอมพิวเตอร์หรือโฮสต์จะถามอุปกรณ์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ว่ามีข้อมูลจะส่งเพิ่มหรือเปล่า จากนั้นก็จะไม่ถามอีกแล้ว เทียบกับแบบเดิมที่คอมพิวเตอร์จะถามอย่างไม่หยุดยั้งเป็นช่วงๆ และเมื่ออุปกรณ์มีข้อมูลใหม่จะส่ง ตัวอุปกรณ์เองนั่นแหละจะเป็นผู้แจ้งให้คอมพิวเตอร์ทราบ ซึ่งการออกแบบลักษณะนี้ก็น่าจะลดการกินไฟไปได้เยอะมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวะที่ไม่มีการส่งข้อมูลกัน (idle) นอกจากนั้นระบบจัดการพลังงานของ USB 3.0 ยังสามารถจัดการกับการบริโภคพลังงานได้ในลักษณะแยกแต่ละลิงก์จากกัน ดังนั้นก็ยิ่งประหยัดไปได้อีกระดับ
- อีกประเด็นที่ USB ตัวใหม่อยากจะแก้สิ่งผิดพลาดในอดีตก็คือเรื่อง Virtualization ทาง Promotion Group ต้องการออกแบบให้แน่ใจว่า ซอฟต์แวร์หรือแอพพลิเคชันในระบบ Virtual Machine สามารถเข้ามาใช้งานอุปกรณ์ USB 3.0 ได้โดยไม่ต้องมีซอฟต์แวร์ตัวกลางมาช่วย
- ประเด็นสุดท้ายที่น่าสนใจคือเรื่องไดรเวอร์ของอุปกรณ์เก็บข้อมูล ปัจจุบันไดรเวอร์อุปกรณ์เก็บข้อมูลของ USB 2.0 นั้นรองรับความเร็วในการสื่อสารสูงสุดแค่ที่ 32 Mbps ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการออกแบบโมเดลของไดรเวอร์ใหม่ ซึ่งแม้ว่าจริงๆ แล้ว เรื่องไดรเวอร์ของฮาร์ดดิสก์จะเป็นประเด็นที่อยู่นอกขอบข่ายการออกมาตรฐาน USB แต่ทางกลุ่มทำงานก็อยากจะประสานงานไปทางกลุ่มผู้สร้างไดรเวอร์ฮาร์ดดิสก์ด้วย เพื่อให้มาตรฐาน USB ถูกใช้ประโยชน์เต็มประสิทธิภาพ
- ร่างมาตรฐานสุดท้ายของ USB 3.0 คาดว่าจะสำเร็จได้ราวกลางปี 2008 และเราน่าจะได้เริ่มเห็นอุปกรณ์ออกสู่ตลาดช่วงต้นปี 2009
ระวัง!!! ฟิชชิ่งฉกบัญชีผู้ใช้ HotMail
- รายงานข่าวล่าสุด ไมโครซอฟท์ยอมรับผู้ใช้บริการฮอตเมล์ (Hotmail) กว่าหมื่นแอคเคาต์กำลังถูกโจมตีด้วยเทคนิคที่เรียกว่า ฟิชชิ่ง (Phishing) โดยจุดเริ่มต้นของการโจมตีมาจากทางยุโรป ยูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ดของผู้ใช้ที่โดนโจมตีจะถูกโพสต์ขึ้นออนไลน์ ซึ่งขณะนี้ทางไมโครซอฟท์ กำลังอยู่ในระหว่างการสืบสวนหาข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินแก้ปัญหาในขั้นต่อไป
- การโจมตีด้วยฟิชชิ่ง หมายถึงการใช้เว็บไซต์ปลอม เพื่อหลอกให้ผู้ใช้เปิดเผยรายละเอียดข้อมูลสำคัญๆ อย่างเช่น หมายเลขบัญชีธนาคาร หรือบัตรเครดิต ตลอดจน ยูสเซอร์เนมที่ใช้ในการล็อกอิน "เราทราบว่า ข้อมูลของลูกค้าผู้ใช้บริการ WIndows Live Hotmail ถูกหลอกเอาไปอย่างผิดกฎหมาย และมีการนำไปเผยแพร่บนเว็บไซต์" ตัวแทนบริษัทไมโครซอฟท์ กล่าว "ขณะนี้เราได้เริ่มตรวจสอบความเสียหาย และผลกระทบที่จะเกิดกับลูกค้าผู้ใช้บริการแล้ว" Graham Cluley ที่ปรึกษาฝ่ายระบบรักษาความปลอดภัยจาก Sophos กล่าวว่า ข้อมูลของผู้ใช้ฮอตเมล์ที่ถูกเผยแพร่ออกมาอาจจะเป็นแค่บางส่วนเท่านั้น "เรายังไม่ทราบระดับความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น" Cluley กล่าว นอกจากนี้บล็อกทางด้านเทคโนโลยีอย่าง neowin.net ซึ่งเป็นที่แรกที่เผยแพร่รายละเอียดของการโจมตีออกมา โดยระบุว่า บัญชีผู้ใช้ฮอตเมล์ถูกโพสต์บนเว็บไซต์ pastenbin.com ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมทีผ่านมา ปกติเว็บไซต์ดังกล่าวจะใช้สำหรับการแชร์โค้ดของเหล่านักพัฒนาโปรแกรม
- แม้ว่ารายละเอียดของผู้ใช้ที่โดนฟิชชิ่งจะถูกลบออกไปแล้ว แต่จากรายชื่อที่พบ 10,028 รายชื่อ พบว่า มันจะเรียงตามตัวอักษรจาก A ถึง B เท่านั้น นั่นอาจหมายถึง รายชื่อบัญชีผู้ใช้ที่ถูกหลอกไปทั้งหมดอาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้ ตามรายงานข่าวมีการยืนยันด้วยว่า บัญชีผู้ใช้ฮอตเมล์เหล่านั้นมีตัวตนจริง โดยมีจุดเริ่มต้นจากในยุโรป สำหรับรายละเอียดที่ปรากฎในเว็บไซต์ประกอบด้วยบัญชีผู้ใช้ (username และ password) Windows Live Hotmail ของ Microsoft ซึ่งได้แก่อีเมล์แอดเดรสที่ลงท้ายด้วย hotmail.com, msn.com และ live.com
- ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ใช้ Hotmail เปลี่ยนพาสเวิร์ดเป็นการด่วน "ผมอยากจะแนะนำให้ผู้ใช้เปลี่ยนพาสเวิร์ดบนเว็บไซต์ต่างๆ ที่ใช้บริการอยู่ด้วย" (เพราะพาสเวิร์ดของบริการเหล่านั้นอาจปรากฎอยู่ในอีเมล์ hotmail) ประมาณ 40% ของผู้ใช้มักเลือกใช้พาสเวิร์ดเดียวสำหรับทุกเว็บไซต์ที่เยี่ยมชม เขากล่าว ปัจจุบันฮอตเมล์เป็นบริการฟรีอีเมล์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ข้อมูลจาก: Channelweb เอ.อาร์.ไอ.พี
Google Wave ของเล่นใหม่จากกูเกิ้ล
- เชื่อว่า คุณผู้อ่านอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวของ Google wave มาบ้าง แต่ก็ยังไม่เคยได้เห็นหน้าตาของมันสักที ยังความสงสัยให้เหลือกำลังว่า เจ้า Google Wave ที่ว่านี้มันทำอะไรกันแน่ ล่าสุดทางกูเกิ้ลได้จัดทำคลิปวิดีโอแนะนำเบื้องต้นสำหรับการทำงานของเครื่องมือออนไลน์ตัวใหม่นี้แล้ว
- กูเกิ้ล เวฟ (Google Wave) เป็นเครื่องมือออนไลน์สำหรับการสื่อสารแบบเรียลไทม์ (communication) และการทำงานร่วมกัน (collaboration) ของกูเกิ้ล โดยการทำงานพื้นฐานของเครื่องมือดังกล่าว มันจะทำหน้าทีเป็นไคลเอ็นต์สำหรับการใช้บริการข้อความ (messaging) ที่ผู้ใช้สามารถใส่สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร, วิดีโอ และรูปภาพเข้าไปได้โดยตรงระหว่างที่ทำการสนทนากับสมาชิกในกลุ่มได้ (ดูเหมือนมันจะเป็น IM ที่เก่งมาก โดยสามารถสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแชร์สื่อบอกเล่าเก้าสิบกับกลุ่มผู้ใช้ในเครือข่ายได้อย่างง่ายดายด้วยรูปแบบเรียลไทม์)
- นอกจากแชร์สื่อข้างต้นแล้ว Google API ของบริการยังเปิดโอกาสให้สามารถแชร์ Social Gadget อย่างเลือกกลุ่มเพื่อน เพื่อชวนมาเล่นแก็ดเจ็ตที่เป็นเกมส์ด้วยกันได้แบบเรียลไทม์อีกด้วย...เล่าให้ฟังอาจจะไม่เห็นภาพเท่ากับดูคลิปพรีวิวที่นำมาฝากกันนะครับ รับรองว่า คุณต้องชอบเหมือนผมอย่างแน่นอน
9 เทรนด์สินค้าไอทีปี 2009
- จัดงานคอมมาร์ตเผย 9 แนวโน้มโลกไอทีมาแรงปี 2009 ทุกแนวโน้มชี้ว่าสินค้าไอทีต้องถูกและดีเท่านั้นถึงจะอยู่รอด เชื่อสงครามราคาจะเกิดขึ้นเพียงส่วนเดียวแต่จะต้องไปฟาดฟันกันที่คุณภาพว่า ใครคุ้มค่ากว่า ผลที่เกิดขึ้นคือจำนวนสินค้าไอทีที่จำหน่ายในปีฉลูจะไม่ลดลง แต่สัดส่วนกำไรจะตกต่ำแทน มั่นใจแม้เศรษฐกิจทั้งปีจะซบเซาเผาจริงเพียงไร แต่ตราบใดที่ผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อและความต้องการ อุตสาหกรรมไอทีก็ยังไม่ถึงขาลง
ประสิทธิ์ วรฉัตราวณิช รองผู้จัดการทั่วไป และผู้อำนวยการฝ่ายนิวมีเดีย บริษัท เอ.อาร์. อินฟอร์เมชัน แอนด์ พับลิเคชัน จำกัด กล่าวว่าทั้ง 9 แนวโน้มนี้เป็นการพิจารณาจากข้อมูลที่มีและสิ่งที่ได้พบในงานแสดงสินค้าไอที หลากหลายงาน ข้อมูลบางส่วนสะท้อนให้เห็นว่าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค (Consumer Electronic : CE) ในปี 2009 กำลังมีพัฒนาการมากขึ้นจนทับซ้อนสินค้าข้ามสายพันธุ์ เชื่อว่าหลายตลาดจะถูกกลืนกินไป
“ตลาด จะเบลอมากขึ้น คอมพิวเตอร์ตัวเล็กอย่างเน็ตบุ๊กจะเริ่มไม่แตกต่างจาก โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือก็จะพัฒนาฟังก์ชันกล้องถ่ายภาพจนทับซ้อนกับกล้องดิจิตอลชนิด คอมแพค และในอนาคต การที่สมาร์ทโฟนจะหันมากินตลาดเน็ตบุ๊กก็อาจเกิดขึ้นได้“ ประสิทธิ์บอกด้วยว่าปี 2008 ที่ผ่านมาเป็นปีที่โปรดักต์ไลน์สินค้าไอทีวิ่งเร็วมาก ความถี่ในการออกสินค้าไอทีทั้งปีค่อนข้างสูง แต่ปี 2009 เชื่อว่าความถี่นี้จะลดลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสหรัฐฯคือแหล่งผลิตเทคโนโลยีสำคัญของโลก หากสหรัฐฯต้องประสบปัญหาเศรษฐกิจจริงอย่างที่คาดการณ์ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ความเร็วในการออกสินค้าไอทีใหม่จะช้าลงทั่วโลก
เน็ตบุ้กจะไล่กินตลาดโน้ตบุ๊ก
- “เดสก์ ท็อปถูกโน้ตบุ๊กบี้มาแล้ว กำลังคิดว่าโน้ตบุ๊กจะถูกเน็ตบุ๊กบี้อีก" ที่ผ่านมา ผู้บริโภคหลายคนมองไม่ออกว่าเน็ตบุ๊กและโน้ตบุ๊กเป็นคนละชนิดกัน มองแค่ว่าตัวเล็กกว่าและไม่มี ไดร์ฟ แต่ปี 2009 เน็ตบุ๊กจะเพิ่มขนาดหน้าจอเป็น 12 นิ้ว เมื่อจอใหญ่ขึ้นคีย์บอร์ดก็ใหญ่ขึ้นตาม และไม่แน่ก็อาจจะเพิ่มไดร์ฟดีวีดีมาให้ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้บริโภคยิ่ง มองไม่ออกว่าเน็ตบุ๊กต่างจากโน้ตบุ๊กอย่างไร โดยผู้ผลิตหลายรายออกมาประกาศแล้วว่าปี 2009 จะทำตลาดเน็ตบุ๊กเพิ่มขึ้น คิดเป็นสัดส่วน50เปอร์เซ็นต์ประสิทธิ์กล่าว
- เน็ตบุ๊ก (Netbook) คือคอมพิวเตอร์พกพารุ่นเล็กราคาประหยัดที่เน้นความสามารถในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ประสิทธิ์เชื่อว่าเน็ตบุ๊กจะน้ำหนักเบาขึ้นแต่สามารถรองรับการเชื่อมต่อได้ ทุกชนิด ราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่หมื่นบาทต้นๆ รุ่นที่ราคาแตะ 20,000 จะลดราคาลง ขณะที่โน้ตบุ๊กจะหนีการรุกรานของเน็ตบุ๊กด้วยการย้ายไปทำตลาดกลุ่มผู้สร้าง คอนเทนท์ เช่นกลุ่มผู้สร้างงานตัดต่อวีดีโอหรือมัลติมีเดีย แม้จะเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มก็ตาม
“โน้ตบุ๊กจะฉีกไปด้วยเทคโนโลยีที่เหนือกว่า เชื่อว่าโน้ตบุ๊กรุ่นเล็กจะไม่ตายเพราะยังต่างเรื่องราคา เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป ที่ยังไม่ตายแม้จะถูกโน้ตบุ๊กรุกราน”
มือถือใหม่จะเป็นระบบสัมผัสเกือบทั้งหมด
ประสิทธิ์เชื่อว่า โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ในปี 2009 จะเป็นระบบสัมผัสหรือทัชสกรีนเกือบทั้งหมด แต่รุ่นล้ำสมัยอาจจะมาพร้อมฟังก์ชันพิเศษอย่างโปรเจคเตอร์ ฟังก์ชันกล้องถ่ายภาพจะพัฒนาไปเป็น 8 ล้านพิกเซลจนทับซ้อนกล้องดิจิตอลชนิดคอมแพค ดีไซน์ยังเป็น “สี่เหลี่ยม แบน บาง ติดกล้อง หน้าจอเรียบ” เช่นเดิม มือถือจากจีนจะครองใจรากหญ้าต่อไป “ตอน นี้มือถือมีหมดแล้ว ที่ยังขาดคือโปรเจคเตอร์ ที่งาน CES โชว์เทคโนโลยีนี้มาหลายปีแล้ว อาจจะฝังไปเลยหรือผลิตเป็นอุปกรณ์เสริมจำหน่ายแยกกัน ตอนนี้จีนทำได้แล้ว เป็นทัชสกรีนที่สามารถเล่นเกมขณะฉายหนังผ่านโปรเจคเตอร์ LED ได้พร้อมกัน ขนาดภาพที่ได้จากโปรเจคเตอร์ประมาณ 50 นิ้ว” ประสิทธิ์มั่นใจว่า แพลตฟอร์มแอนดรอยด์ของกูเกิลจะมาแรงแน่นอนในกลุ่มผู้ไม่ใช่สาวกไอโฟน โดยปีฉลูจะเป็นปีที่ผู้ผลิตคอนเทนท์ผลักดันให้การใช้งานคอนเทนท์นอนวอยซ์ ผ่านโทรศัพท์มือถือมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ยังมีความเป็นไปได้ที่สมาร์ทโฟนจะพัฒนาความสามารถจนทับซ้อนเน็ตบุ๊ก เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มมองว่า โทรศัพท์มือถือไม่ใช่โทรศัพท์ แต่เป็นคอมพิวเตอร์ที่รันโปรแกรมโทรศัพท์ “บริษัท OLO เปิดตัว Docking ที่มีหน้าจอใหญ่และคีย์บอร์ดสำหรับเสียบไอโฟน แนวคิดคือถ้าเสียบไอโฟนเข้ากับจอและคีย์บอร์ดก็สามารถเป็นเน็ตบุ๊กได้เลย หน้าจอของไอโฟนที่เป็นทัชสกรีนก็สามารถใช้เป็นทัชแพดได้ ความทับซ้อนกันแบบนี้เป็นไปได้ที่สมาร์ทโฟนจะมาแข่งกับเน็ตบุ๊กในอนาคต”
วินโดวส์ 7 จะทำให้คนซื้อคอมพ์ใหม่
เป็นที่รู้กันว่าวินโดวส์ 7 ระบบปฏิบัติการรุ่นต่อจากวิสต้าที่เชื่อกันว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการใน ไตรมาส 3 ปี 2009 จะมาพร้อมส่วนติดต่อผู้ใช้แบบใหม่ที่ทำให้ผู้ใช้จำเป็นต้องหาคอมพิวเตอร์ หน้าจอสัมผัสมาไว้ในครอบครอง จุดนี้ประสิทธิ์เชื่อว่าเป็นเพราะ การคาดการณ์ของไมโครซอฟท์ ที่เชื่อว่าผู้ใช้วินโดวส์เอ็กซ์พีส่วนใหญ่จะซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ใน ปี 2009
ประสิทธิ์บอกว่าปี 2009 อาจมีแกดเจ็ดเกิดใหม่ในตลาด นั่นคืออุปกรณ์เสริมสำหรับเปลี่ยนหน้าจอธรรมดาให้กลายเป็นหน้าจอสัมผัสที่ สามารถใช้งานเทคโนโลยี Surface ซึ่งไมโครซอฟท์ภูมิใจนำเสนอในวินโดวส์ 7 อุปกรณ์เสริมนี้จะถูกติดตั้งไว้ด้านบนจอภาพ เพื่อทำหน้าที่จับการเคลื่อนไหวของนิ้วมือบริเวณหน้าจอ
สื่อจะพยายามผสมสิ่งพิมพ์กับดิจิตอลเข้าด้วยกัน
ประสิทธิ์ยกคำกล่าวของซีอีโอไมโครซอฟท์ สตีฟ บอลเมอร์ ซึ่งระบุว่านับจากนี้อีก 10 ปี จะไม่มีหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือสิ่งพิมพ์ใดที่ไม่เผยแพร่ข้อมูลผ่านเครือข่าย IP หรือเครือข่ายออนไลน์ จุดนี้จะทำให้สื่อออนไลน์มีบทบาทมากขึ้นขณะเดียวกันก็ทำให้ “E-Ink” หรือหมึกอิเล็กทรอนิกส์มีบทบาทในสิ่งพิมพ์มากขึ้นในปี 2009 จนเกิดเป็นสิ่งพิมพ์ลูกผสมหรือ Hybrid Media ที่เข้าสู่ความเป็นจริงยิ่งขึ้น
ประสิทธิ์อธิบายว่า E-Ink คือจุดพิกเซลที่เปลี่ยนสีได้เมื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าไป สีพิกเซลที่เปลี่ยนสามารถค้างหรือคงสภาพไว้ได้โดยที่ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่สูง ประสิทธิ์ยกตัวอย่างนิตยสาร Esquire ซึ่งเริ่มทำนิตยสาร E-Ink ต้นแบบโดยซ่อนแบตเตอรี่ไว้ในปก ในเล่มมีการทดลองทำให้ฉากหลังของโฆษณารถยนต์เปลี่ยนสีได้จนทำให้ดูเหมือนรถ วิ่งอยู่
เช่นเดียวกัน แนวโน้มการโฆษณาก็เริ่มเข้าสู่โลกดิจิตอลยิ่งขึ้น เช่น การพัฒนาซอฟต์แวร์อ่านโฆษณาภาพนิ่งในนิตยสารเป็นภาพสามมิติอาจได้รับความ นิยมมากขึ้น หรือการที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. เริ่มทำประชาสัมพันธ์ผ่านทวิตเตอร์ (Twitter) ไมโครบล็อกที่สามารถอัปเดทรายการของสถานีให้กับสมาชิกผ่านโทรศัพท์มือถือ โปรแกรมแชต หรือทางอินเทอร์เน็ตแล้วในขณะนี้ ย่อมเป็นทิศทางที่ชี้ว่าสื่อดั้งเดิมพยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกดิจิตอลยิ่ง ขึ้น
บริษัทไอทีขอกินก่อนแล้วค่อยกรีน
ประสิทธิ์คาดการณ์ว่าแกดเจ็ดสีเขียวหรือสินค้าไอทีเพื่อสิ่งแวดล้อม จะเพิ่มขึ้นในปี 2009 แต่จะไม่แรงสุดขีด กรีนแกดเจ็ดที่จะมาแน่นอนในปีนี้คืออีบุ๊ก (E-book) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่โลกจะไม่ต้องสิ้นเปลืองต้นไม้เพื่อทำกระดาษอีกต่อ ไป แต่ในแง่การผลิตสินค้าไอทีเพื่อสิ่งแวดล้อมเช่นโน้ตบุ๊กกรีนจะยังไม่ชัดเจน เพราะวิธีกรีนสินค้าไอทีที่ง่ายที่สุดคือการลดชิ้นส่วน ซึ่งอาจกระทบความมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพสินค้าเพื่อจำหน่ายของผู้ผลิต
“คนไอทีเห็นอีบุ๊กมากกว่า10ปีแล้วปีหน้าวัสดุที่จะเป็นส่วนประกอบในอีบุ๊กจะบิดได้เหมือนกระดาษมากขึ้นอ่านชัดขึ้นกินไฟน้อยลงหน่วยความจำเพิ่มขึ้นและออนไลน์ได้ครอบคลุมทุกการเชื่อมต่อ
นักอ่านต่างประเทศนิยมมากเพราะไม่ต้องหอบหิ้วหนังสือแสนหนักติดตัวตลอดเวลายอมรับว่าอีบุ๊กอาจยังไม่เข้ามาในบ้านเราแต่แนวโน้มปี2009คือราคาเครื่องจะถูกลงแน่นอน”
พีซีไร้สมองจะมาแรง
ประสิทธิ์กล่าวว่าในงาน Virtual Machine World 2008 ได้มีการแสดงอุปกรณ์จำลองเครื่องลูกข่ายใหม่ล่าสุด เป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีซีพียูแต่สามารถต่อเข้ากับหน้าจอและคีย์บอร์ดเพื่อทำงาน เป็นเหมือนคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปเครื่องหนึ่งได้ จุดนี้ประสิทธิ์เชื่อว่า ปี 2009 จะเป็นปีที่พีซีไร้สมองมาแรง และความนิยมในการทำเวอร์ชวลไลเซชันหรือการทำงานแบบเสมือนก็ยิ่งทำให้เดสก์ ท็อปไร้ความหมายยิ่งขึ้น
“เมื่อ ก่อนเราพูดถึง Thin Client หรือพีซีฉลาดน้อย แต่นี่คือ Zero Client ซึ่งไม่มีสมองเลย มีลักษณะเป็นกล่องเล็กๆที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่สามารถรับสัญญาณจาก เซิร์ฟเวอร์
หนึ่งเซิร์ฟเวอร์สามารถเชื่อมต่อ Zero Client ได้ 35-40 เครื่อง การเก็บหรือเรียกข้อมูลก็ดึงจากเซิร์ฟเวอร์ ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรม หากในเครือข่ายหนึ่งต้องใช้ลูกข่าย 30 เครื่อง ก็ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรม 30 ครั้ง ลดความซ้ำซ้อนได้ ลดค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาได้เพราะดูแลจากส่วนกลาง เกิดประโยชน์มากแต่ใช้เงินน้อย”
ประสิทธิ์เชื่อว่าแม้ระบบทำงานเสมือนเช่นนี้จะทำให้เดสก์ท็อปพีซี หรือพีซีตั้งโต้ะไร้ความหมายลงไป แต่เชื่อว่าตลาดเดสก์ท็อปจะไม่หายไปง่ายๆ โดยเฉพาะในกลุ่มสถาบันการศึกษา ที่ยังคงต้องใช้งานเดสก์ท็อปต่อไป
วัฒนธรรมถ่ายคลิปและเครือข่ายสังคมสร้างแกดเจ็ตใหม่
เครือข่ายสังคมจะไม่ถูกมองว่าสร้างรายได้ในแง่โฆษณาอีกต่อไป ปี 2009 ประสิทธิ์เชื่อว่าตลาดแกดเจ็ดเพื่อใช้งานบนเครือข่ายสังคม เช่น ไฮไฟว์ จะเกิดขึ้น เช่นเดียวกับวัฒนธรรมถ่ายคลิป ก็อาจเกิดเป็นบริการด้านการถ่ายคลิปวีดีโอเพิ่มขึ้น
“นอก จากเครือข่ายสังคมจะขายโฆษณาได้ เชื่อว่าจากนี้จะขาย Accessory ได้ด้วย ตอนนี้มีการจำหน่ายเสื้อยืดที่พิมพ์สัญลักษณ์หนึ่งไว้ หากเอากล้องดิจิตอลไปถ่ายภาพสัญลักษณ์นั้นด้วย Accessory นี้ ก็จะปรากฏเป็น Profile ที่สามารถเอาไปแอดในไฮไฟว์ได้ทันที บริการด้านถ่ายวีดีโอคลิปก็เริ่มมีมากขึ้น เช่นมีเว็บไซต์หนึ่งที่ให้บริการถ่ายคลิปวีดีโอด้วยโน้ตบุ๊กนาน 12 วินาที นั่นคือ 12seconds.tv”
ถึงยุคเทราไบต์
ประสิทธิ์เชื่อว่าปี 2009 คือปีที่ชาวไอทีจะได้สัมผัสกับความจุข้อมูลมหาศาลหน่วยเทราไบต์หรือประมาณหนึ่งพันกิกะไบต์
“กิ๊กเราพูดกันมาเยอะแล้ว เชื่อว่าคราวนี้จะถึงยุคเทราไบต์ ปีนี้เราอาจได้ใช้โน้ตบุ๊กที่มีพื้นที่จุข้อมูลเป็นเทราไบต์ก็ได้”
อีคอมเมิร์ชจะถูกพูดถึงอีกรอบ
ประสิทธิ์เชื่อว่า กระแสความนิยมคลิปวีดีโอ ความแพร่หลายของกล้องถ่ายรูปดิจิตอล รวมถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยล้วนมีส่วนเสริมให้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ถูกหยิบยก มาตั้งความหวังกันอีกครั้ง หลังจากที่เคยถูกตั้งความหวังกันมานับครั้งไม่ถ้วน
“ปี 2009 อาจจะมีการพูดถึงกระแสอีคอมเมิร์ชขึ้นมาอีก เศรษฐกิจไม่ดีเมื่อไหร่คนก็พูดถึงอีคอมเมิร์ช ตอนนี้มีคลิป มีกล้อง พวกนี้ส่งเสริมได้ และความเทคโนโลยีเหล่านี้ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ชบ้านเราก็ยังใช้ไม่คุ้ม ยังใช้แค่ขายในไทยไม่ได้ขายต่างชาติ ถ้าเปิดตลาดต่างชาติก็จะยิ่งเติบโตมากกว่านี้”
ที่มา : http://www.manager.co.th/cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9510000151620




