GMS Strategic Framework 2001-2010

จาก SSM Wiki

ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

กรอบกลยุทธ์พัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง (GMS Strategic Framework: GMS-SF) (ค.ศ. 2001-2010)

13. วิสัยทัศน์การพัฒนา
- วิสัยทัศน์การพัฒนา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในอนุภูมิภาค ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาที่ เท่าเทียมกันระหว่างประเทศสมาชิก โดยการกำหนดนโยบายที่เหมาะสม และเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งให้ความสำคัญกับสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
- กลยุทธ์การพัฒนา แบ่งออกเป็น 5 กลยุทธ์หลัก คือ
1) การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ ในลักษณะ Multi-sectoral Approach
2) การอำนวยความสะดวกทางด้านการค้าและการลงทุน
3) การส่งเสริมการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคเอกชนและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน
4) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
5) การอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
- การดำเนินงานตามกลยุทธ์จะดำเนินการโดยการจัดทำแผนปฏิบัติงานในระยะ 3 ปี และจัดลำดับความสำคัญของโครงการต่างๆ (Flagship Projects) ซึ่งมีอยู่ 10 โครงการ คือ
1) การพัฒนาเส้นทางในแนวเขตเศรษฐกิจเหนือ-ใต้
2) การพัฒนาเส้นทางในแนวเขตเศรษฐกิจตะวันออก- ตะวันตก
3) การพัฒนาเส้นทางในแนวเขตเศรษฐกิจทางใต้
4) โครงการด้านการสื่อสารโทรคมนาคม
5) โครงการเชื่อมโยงและซื้อขายพลังงานไฟฟ้าในภูมิภาค
6) การอำนวยความสะดวกทางด้านการค้าและการลงทุน
7) การส่งเสริมการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคเอกชน
8) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
9) โครงการกรอบกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม
10) โครงการควบคุมปัญหาน้ำท่วม และการจัดการทรัพยากรทางน้ำ
14. การดำเนินการของไทยภายใต้แผนงานการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
- แนวทางดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการพัฒนาเมืองชายแดน โดยให้ดำเนินการลงทุนพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานระยะเร่งด่วนในพื้นที่เมืองชายแดนหลัก 13 เมือง (เชียงราย แม่สาย เชียงแสน เชียงของ แม่สอด มุกดาหาร นครพนม หนองคาย อุดรธานี อรัญประเทศ หาดใหญ่ สะเดา และปาดังเบซาร์) ได้แก่ ระบบตลาดกลาง ระบบถนนเชื่อมโยงแหล่งผลิตกับตลาด ท่าเรือท่องเที่ยวและขนส่งสินค้า สถานีขนส่ง ระบบประปา ระบบระยายน้ำ/ป้องกันน้ำท่วม ระบบกำจัดน้ำเสีย/ขยะ และระบบผังเมือง จำนวนทั้งสิ้น 55 โครงการ โครงการส่วนใหญ่จะเริ่มดำเนินการในปี 2546
- การจัดลำดับความสำคัญเส้นทางคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงที่ไทยจะให้ความช่วยเหลือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเส้นทางที่อยู่ในลำดับความสำคัญมี 6 เส้นทาง คือ
1) เส้นทางช่วงห้อยทราย-หลวงน้ำทา-บ่อเต้น
2) เส้นทางช่วงปอยเปต-ศรีโสภณ
3) เส้นทางช่องสะงำ-อัลลองเวง- เสียมราฐ
4) เส้นทางตราด-เกาะกง
5) เส้นทางเมียวดี-กอกะเร็ก-ปะอัน
6) สะพานข้ามแม่น้ำแม่สาย แห่งที่ 2
- แผนความร่วมมือทางเศรษฐกิจและแผนปฏิบัติการระหว่างไทย-กัมพูชา เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางการดำเนินแผนงาน/โครงการความร่วมมือฯ ในระยะ 10 ปีข้างหน้า (2546-2548) โดยเฉพาะโครงการความร่วมมือในระยะเร่งด่วน (ปี 2546-2548) ซึ่งประกอบด้วย 6 โครงการ ได้แก่
1) โครงการศึกษาการจัดตั้งระบบตลาดกลางค้าส่ง และส่งออกของกัมพูชา
2) โครงการปรับปรุงระบบการผลิตพืชเศรษฐกิจเป้าหมาย
3) โครงการศึกษาความเหมาะสมการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมที่เกาะกง
4) โครงการจัด Road Show เพื่อดึงดูดนักลงทุนในพื้นที่ร่วมกันของทั้ง 2 ประเทศ
5) โครงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ในเกาะกง
6) แผนการจัดงานแสดงสินค้าร่วมกัน

สถานะล่าสุด

15. การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 11
  • ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ร่วมกับรัฐบาลประเทศกัมพูชา เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 11 ภายใต้โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (The Eleventh Senior Officials Meeting and the Eleventh Ministerial Conference on Economic Cooperation in the Greater Mekong Subregion : GMS-EC) ระหว่างวันที่ 23-25 กันยายน 2545 ณ กรุงพนมเปญ
- การหารือเพื่อนำโครงการต่าง ๆ ที่ได้กำหนดไว้เป็นโครงการที่มีความสำคัญสูง (Flagship Program) จำนวน 11 แผนงาน ตามกรอบกลยุทธ์การพัฒนา GMS ในระยะ 10 ปี โดยเฉพาะโครงการสำคัญที่ได้บรรจุอยู่ใน Development Matrices ไปสู่การปฏิบัติ
- การพิจารณาทบทวนความก้าวหน้าของการดำเนินงานของโครงการต่าง ๆ ที่อยู่ในลำดับความสำคัญภายใต้สาขาความร่วมมือหลักของ GMS
- การหารือร่วมกับองค์กรและประเทศผู้ให้และผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนา (Development Partners) เพื่อระดมแนวคิดและความช่วยเหลือทางการเงินและเทคนิคเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในระยะต่อไปของ GMS โดยเฉพาะการสนับสนุนแผนงาน/โครงการต่าง ๆ ตาม Flagship Programs
- การหารือเพื่อพิจารณาเตรียมการขั้นสุดท้ายก่อนการประชุมสุดยอด (GMS Summit) ซึ่งกำหนดจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2545 ณ โรงแรม Intercontinental กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา
- ในส่วนที่เกี่ยวกับสาขาการอำนวยความสะดวกทางการค้า ที่ประชุมเห็นชอบให้เพิ่ม บาเวต (กัมพูชา)-มอคไบ (เวียดนาม) เป็นจุดพื้นที่ชายแดนเป้าหมายที่จะดำเนินการโครงการนำร่องการอำนวยความสะดวกทางการค้าและศุลกากรในการตรวจปล่อยสินค้า ณ จุดเดียว (Single-Stop Customs Inspection) และส่งเสริมบทบาทของ GMS Business Forum ให้เป็นกลไกภาครัฐ-เอกชนในการระดมทุน การเผยแพร่ข่าวสารให้ภาคเอกชน และให้ ADB มีบทบาทหลักในการพัฒนาฐานข้อมูลข่าวสารด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ GMS และสนันสนุนการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ ASEAN และ ESCAP และองค์กรอื่นๆ เพื่อจะช่วยให้ความร่วมมือด้านการลงทุนในอนุภูมิภาค
16. การประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregional Economic Cooperation : GMS-EC) เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2545 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ที่ประชุมได้ตกลงกันที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น กฎระเบียบ ที่เป็นอุปสรรคการค้าและการลงทุน การอำนวยความสะดวกทางการค้า การผ่อนคลายเรื่องวีซ่าเข้าเมือง การอนุญาตข้ามแดน เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจให้มีการพบปะกันให้มากขึ้น และ ในการประชุม ประเทศไทยได้เสนอให้ GMS ใช้จังหวัดเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการบินในอนุภูมิภาค เชื่อมโยงกับเมืองหลักและเมืองรองของ GMS และจังหวัดเชียงรายจะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีบทบาททางเศรษฐกิจการค้าตามแนวชายแดนของกลุ่มได้
17. ทิศทางใหม่ของความร่วมมือ
- ระบุ 5 สาขาที่จัดให้ลำดับความสำคัญสูงสำหรับยกขึ้นหารือกับ Development Partners ได้แก่ เขตพื้นที่เศรษฐกิจ (economic corridor) การค้าพลังงาน (power trade) โครงข่ายโทรคมนาคม (telecom backbones) กรอบงานยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม (strategic environment framework) และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (human resource development)
- ให้ความสำคัญต่อ Development Matrix (ซึ่งเป็นตารางสรุปแผนงาน / โครงการที่มีการประสานกันระหว่างสาขาต่าง ๆ ภายใต้กรอบกลยุทธ์การพัฒนา GMS ในระยะ 10 ปี และเป็นการง่ายต่อการนำเสนอต่อประเทศและองค์กรผู้ให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ พิจารณาเพื่อระดมทุนสนับสนุนโครงการ) และการสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรและการเป็นหุ้นส่วน โดยการขยายขอบข่ายของการมีส่วนร่วมทั้งของภาคเอกชนและองค์กร / ประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือ อาทิ ข้อเสนอของกัมพูชา เรื่องแผนงานพนมเปญเพื่อการพัฒนาด้านการบริหารจัดการ (GMS Phnom Penh Plan for Development Management) ซึ่ง ADB ได้พิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการ และการเงิน ในการพัฒนาเสริมสร้างสมรรถนะของผู้บริหาร /เจ้าหน้าที่อาวุโสระดับกลางและสูงจากทั้งภาครัฐและเอกชนของประเทศสมาชิก เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในประเทศของตน
- การหารือกับองค์กรและประเทศที่ให้ความช่วยเหลือ (Development Partners) ซึ่งประกอบด้วยสถาบันการพัฒนาทั้งทวิภาคี พหุภาคี ภาคเอกชน และองค์กรที่มิใช่รัฐบาล (NGOs) อาทิ เอสแคป องค์กรสหประชาชาติ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และธนาคารโลก เพื่อระดมแนวคิดและความช่วยเหลือทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตาม Flagship Programs ซึ่ง Development partners ได้เน้นให้ความสนใจในการให้ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และกรอบงานด้านการกำกับดูแลและสถาบัน ที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ ได้เน้นเรื่องความสำคัญของการหารืออย่างเพียงพอกับทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยให้นำข้อคิดเห็นของ NGOs มาพิจารณารวมในขบวนการวางแผน และการปฏิบัติด้วย
- การจัดให้มีการประชุมหารือระหว่างภาครัฐและเอกชนเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำเสนอแผนงาน / โครงการต่าง ๆ ซึ่งรวมประเทศสมาชิกของ GMS และประเทศสมาชิกอาเซียน อาเซียน+3 นอกจากประเทศคู่ภาคีอื่น ๆ ด้วย ในลักษณะของ GMS Plus Plus ในรูปของ Development Matrix ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและองค์กรฯ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา และการระบุสาขาที่ภาคเอกชนสนใจ เป็นการระดมทรัพยากร และรับทราบปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติของการดำเนินโครงการ / ความคิดริเริ่มต่าง ๆ
- ในด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า ที่ประชุมเห็นชอบตามข้อเสนอของผู้แทนกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ที่ขอให้มีการจัดทำฐานข้อมูล (database) ด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งรวมสถิติการค้า กฎหมาย และกฎระเบียบ มาตรการภาษีและที่มิใช่ภาษี โดยการประสานความร่วมมือระหว่าง ADB และสำนักเลขาธิการอาเซียน สำนักเลขาธิการเอเปค และอังค์แทด เพื่อมิให้มีการทำงานซ้ำซ้อน รวมทั้งให้มีการจัดประชุมคณะทำงานด้านการลงทุน

ผลลัพธ์ต่อประเทศไทย

18. โอกาสทางการค้าของไทย
- เป็นโอกาสที่จะขยายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ พลังงาน ป่าไม้ และแร่ธาตุ ตลอดจนค่าจ้างแรงงานที่ถูก
- เป็นการขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีจำนวนผู้บริโภคถึง 240 ล้านคน และลดการพึ่งพาตลาดในภูมิภาคอื่น
- เป็นโอกาสขยายการลงทุน โดยเฉพาะการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
- ส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น และเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ และเครือข่ายระหว่างนักธุรกิจในอนุภูมิภาค
- โดยที่ประเทศสมาชิก GMS ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกอาเซียน (ยกเว้นจีน) ซึ่งมีพันธกรณีที่จะต้องลดเลิกมาตรการต่างๆ ทั้งภาษีศุลกากร และ มาตรการที่มิใช่ภาษีศุลกากร (NTB) ตามกำหนดเวลา แต่การเจรจาเรื่อง NTB ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร ดังนั้น การอำนวยความสะดวกทางการค้าภายใต้ GMS นับว่าเป็นความร่วมมือที่จะช่วยผลักดันให้ประเทศเหล่านี้ลดเลิกมาตรการ NTB ได้เร็วขึ้น
- เมื่อความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารผ่านแดน ระหว่างไทย-สปป.ลาว-เวียดนาม-กัมพูชา มีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติแล้ว จะมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมปริมาณการค้าภายในอนุภูมิภาคให้เพิ่มสูงขึ้น และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น
- การดำเนินโครงการต่างๆ ภายใต้ความร่วมมือหกเหลี่ยมเศรษฐกิจ จะได้เปรียบกว่าความร่วมมืออื่น เนื่องจากธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ได้ให้ความช่วยเหลือมาตั้งแต่ต้น และขณะนี้ ESCAP ซึ่งเป็นองค์กรสหประชาชาติได้ให้การสนับสนุนในด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอีกด้วย
19. อุปสรรคทางการค้าของไทย
- ประเทศเพื่อนบ้านเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าเกษตรเช่นเดียวกับไทย ดังนั้น ในอนาคตประเทศไทยจะต้องตระหนักถึงการแข่งขันการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังตลาดโลกมากขึ้น
- หากมีการพัฒนาเส้นทางคมนาคมระหว่างไทยกับจีนตอนใต้ที่เชื่อมโยงกับนครคุนหมิง การนำเข้าสินค้าจากจีน ทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค และผลไม้จะมากขึ้น เนื่องจากสินค้ามีราคาต่ำ และอาจขยายไปยังสปป. ลาว กัมพูชา เวียดนาม และสหภาพพม่า ซึ่งเป็นตลาดเพื่อนบ้านที่สำคัญของไทย

สำนักเอเชียตะวันออก กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กุมภาพันธ์ 2546

เครื่องมือส่วนตัว