เศรษฐกิจไตรมาส 1/2552
จาก SSM Wiki
เศรษฐกิจไตรมาสที่ 1/2552 ทรุดตัวรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี
- จากการรายงานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่า อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพีของไทยในไตรมาสที่ 1/2552 หดตัวสูงถึงร้อยละ 7.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Year-on-Year) สูงขึ้นจากที่หดตัวร้อยละ 4.2 ในไตรมาสที่ 4/2551 และเป็นอัตราติดลบสูงที่สุดในรอบ 10 ปี นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จีดีพีที่ปรับฤดูกาล (Quarter-on-Quarter, Seasonally Adjusted) ลดลงร้อยละ 1.9 เป็นการลดลงต่อเนื่องจากที่ติดลบร้อยละ 6.1 ในไตรมาสที่ 4/2551 ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยของโลกครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ทำให้ภาคการส่งออกของไทยต้องปรับลดการผลิตและการจ้างงานลงตามคำสั่งซื้อที่ลดลงอย่างหนัก รวมทั้งธุรกิจต่างชะลอการลงทุนออกไป ดังที่เห็นได้จากการลงทุนในไตรมาสแรกนี้หดตัวสูงถึงร้อยละ 15.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัญหาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกดังกล่าวส่งผลต่อเนื่องมาสู่ภาวะรายได้และการมีงานทำ รวมทั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในประเทศ ทำให้การบริโภคของภาคครัวเรือนในไตรมาสแรกหดตัวร้อยละ 2.6
- เมื่อจำแนกรายสาขาเศรษฐกิจ กลุ่มที่มีการเติบโตของจีดีพีหดตัวลง ที่สำคัญได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม (ลดลงร้อยละ 14.9) ก่อสร้าง (ลดลงร้อยละ 7.9) ขนส่ง คมนาคมและคลังสินค้า (ลดลงร้อยละ 6.5) โรงแรมและภัตตาคาร (ลดลงร้อยละ 5.0) และค้าส่ง ค้าปลีก ซ่อมยานพาหนะและของใช้ (ลดลงร้อยละ 4.0) ส่วนสาขาที่มีการขยายตัว ได้แก่ ภาคการเกษตร การเงินและการธนาคาร การศึกษา และการบริการสุขภาพและสังคมสงเคราะห์
- สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจตลอดทั้งปี สศช. ได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2552 ลงมาเป็นหดตัวร้อยละ 2.5-3.5 จากประมาณการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ร้อยละ 0.0 ถึงหดตัวร้อยละ 1.0 เนื่องจากเศรษฐกิจโลกหดตัวรุนแรงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
แนวโน้มในปี 2552 ... เศรษฐกิจมีโอกาสฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง แต่ต้องระวังปัจจัยเสี่ยง
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา น่าจะเป็นจุดที่ต่ำสุดของวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยของประเทศไทยในรอบนี้ โดยคาดว่าจีดีพีในไตรมาสที่ 2/2552 ที่ปรับฤดูกาลเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) น่าจะปรับตัวดีขึ้นแม้จะไม่ใช่ระดับที่สูงนัก โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แต่เศรษฐกิจในไตรมาสนี้เผชิญปัจจัยลบที่สำคัญคือการทรุดตัวในภาคการท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์จลาจลจากการชุมนุมทางการเมืองในช่วงเดือนเมษายน และการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งจะทำให้อัตราการขยายตัวของจีดีพี (YoY) ในไตรมาสที่ 2/2552 อาจยังคงหดตัวในอัตราที่ค่อนข้างสูงที่ประมาณร้อยละ 5.6-7.0
- สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 คาดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะปรับตัวดีขึ้น โดยจีดีพีในไตรมาสที่ 3/2552 น่าจะหดตัว (YoY) ในอัตราที่ชะลอลง และกลับมามีอัตราการขยายตัวเป็นบวกได้ในไตรมาสที่ 4/2552 หากการเบิกจ่ายงบประมาณและแผนการจัดหาแหล่งเงินกู้ของรัฐบาลไม่พบกับอุปสรรคที่ทำให้ต้องสะดุดหรือล่าช้าออกไป ปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะมาจากแนวโน้มการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจในหลายประเทศ ที่น่าจะช่วยให้การส่งออกหดตัวในอัตราที่ชะลอลง และกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี นอกจากนี้ ยังน่าจะได้รับปัจจัยหนุนจากความพยายามในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของรัฐบาล ซึ่งแม้ว่าได้มีการปรับลดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2553 ลง แต่แนวทางมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสองจะเปลี่ยนไปสู่การลงทุนของรัฐในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งถ้ามีการดำเนินการได้ตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ก็น่าจะส่งผลให้เกิดการจ้างงานและเม็ดเงินหมุนเวียนสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องได้
- อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงมีปัจจัยที่ต้องระวังหลายด้าน ซึ่งอาจทำให้การฟื้นตัวยังขาดเสถียรภาพ ทำให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังไม่ตัดทิ้งความเป็นไปได้ของสมมติฐานกรณีเลวร้ายที่สุดที่เศรษฐกิจมีโอกาสที่จะฟื้นตัว ในลักษณะรูปตัว W (W-Shaped) ซึ่งหมายถึงการที่จีดีพีอาจกลับมาติดลบเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) แทนที่จะเป็นรูปตัว U (U-Shaped) ที่การฟื้นตัวมีความต่อเนื่องในแต่ละไตรมาสข้างหน้า ซึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ แรงกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของประเทศต่างๆ สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นอกเหนือจากประเด็นในด้านการแข็งค่าของเงินบาทแล้ว เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะตัวคือปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ รวมทั้งอาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลให้มีความคืบหน้าได้ล่าช้า
- จากปัจจัยเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่ดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงยังคงกรอบประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2552 ไว้ที่หดตัวร้อยละ 3.5-6.0 โดยกรณีที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคาดว่าจะหดตัวอยู่ที่ร้อยละ 4.5 โดยคาดว่า การบริโภคของภาคครัวเรือนจะหดตัวร้อยละ 1.5-2.4 การลงทุนหดตัวร้อยละ 6.9-9.4 การส่งออกในรูปมูลค่าดอลลาร์ฯ หดตัวประมาณร้อยละ 14.5-19.0 นับเป็นการหดตัวรายปีที่หนักที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การนำเข้าอาจหดตัวลงร้อยละ19.0-24.0 ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูงที่ระดับ 8.1-8.9 พันล้านดอลลาร์ฯ โดยการนำเข้าที่คาดว่าจะกลับมาเพิ่มขึ้นมากกว่าการส่งออก จากผลของการนำเข้าวัตถุดิบและปัจจัยการผลิต รวมทั้งราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลให้ไทยกลับมามีสถานะดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลในช่วงครึ่งหลังของปี (จากที่เกินดุลถึง 9.1 พันล้านดอลลาร์ฯ ในไตรมาสแรกของปีนี้) สำหรับแนวโน้มในปี 2553 ในเบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวอยู่ในช่วงระหว่างร้อยละ 2.0-3.0
ผลต่อธุรกิจ SMEs
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีมีแนวโน้มที่จะหดตัวในทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ อย่างไรก็ตาม จากการที่วิกฤตเศรษฐกิจในขณะนี้มีศูนย์กลางของปัญหาอยู่ที่วิกฤตเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ภาคส่งออกจึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก ขณะที่ธุรกิจเอสเอ็มอีส่วนใหญ่แล้วเป็นภาคการบริการ โดยสัดส่วนการส่งออกต่อจีดีพีของเอสเอ็มอีอยู่ที่ประมาณร้อยละ 48 จึงมีการพึ่งพาการส่งออกน้อยกว่าโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่การส่งออกมีสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 64 ด้วยเหตุนี้ อัตราการขยายตัวของธุรกิจเอสเอ็มอีในปี 2552 นี้ จึงน่าจะหดตัวน้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าจีดีพีของเอสเอ็มอีอาจหดตัวลงประมาณร้อยละ 3.0-5.5
- ธุรกิจที่มีแนวโน้มไม่สดใสนักในปี 2552 อาทิ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เฟอร์นิเจอร์ หนังและผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง ผลิตภัณฑ์พลาสติก วัสดุก่อสร้าง เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม ธุรกิจขนส่ง เป็นต้น ส่วนธุรกิจที่คาดว่ายังคงมีแนวโน้มขยายตัวได้ เช่น กลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม น้ำตาลและผลิตภัณฑ์จากน้ำตาล เคมีภัณฑ์ เครื่องสำอางค์และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ สิ่งพิมพ์ บริการซ่อมแซมรถยนต์และอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ธุรกิจด้านสื่อสารโทรคมนาคม เป็นต้น
- ทั้งนี้ จากการที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศในช่วงระยะเวลาที่เหลือของปียังอยู่ภายใต้ความเสี่ยงหลายด้าน การบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งผู้ประกอบจำเป็นต้องติดตามประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยภาพแวดล้อมที่จะมีผลต่อตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อให้รู้เท่าทันสถานการณ์และสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลทั้งเพื่อแสวงหาโอกาสทางธุรกิจและเพื่อปรับตัวต่อปัจจัยกระทบได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังต้องปรับระบบการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนและการสูญเสียทรัพยากรให้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการในยุคนี้ควรใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีด้านไอที โดยเฉพาะการใช้ช่องทางอินเตอร์เน็ตเพื่อการตลาด สำหรับในด้านสถานะทางการเงิน ธุรกิจยังคงต้องมีการบริหารสภาพคล่องและกระแสเงินสดอย่างรัดกุม รวมทั้งควรใช้ประโยชน์จากโครงการของรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนด้านเงินทุนแก่ธุรกิจ เช่น โครงการสินเชื่อเพื่อธุรกิจเอสเอ็มอีผ่านการประกันสินเชื่อ โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. โครงการค้ำประกันการส่งออกผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) เป็นต้น
หมายเหตุ:บทความนี้ได้รับการเอื้อเฟื้อจากสมาชิก

