เปรียบเทียบจุดแข็งและจุดอ่อนของธุรกิจออนไลน์

จาก SSM Wiki

ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น
  • ในยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันมากขึ้น รูปแบบการดำเนินชีวิตจึงเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เข้ามาช่วยให้การดำเนินชีวิตสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น สำหรับในแง่ของภาคธุรกิจนั้นเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งในการดำเนินธุรกิจปัจจุบัน โดยเข้ามาช่วยลดต้นทุนดำเนินการของภาคธุรกิจทั้งในด้านของการดำเนินงานภายในองค์กร การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การตลาด การขาย และอื่นๆ ทำให้การดำเนินธุรกิจที่จากเดิมต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากและมีขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อนก็กลายมาเป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะการทำธุรกิจออนไลน์ที่มีต้นทุนดำเนินการที่ต่ำสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จนผู้ประกอบการหลายรายได้ปรับเปลี่ยนธุรกิจของตนไปสู่รูปแบบการทำธุรกิจออนไลน์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบางส่วนยังมีข้อสงสัยว่าธุรกิจออนไลน์ได้เข้ามาช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจจริงหรือไม่ เนื่องจากการปรับรูปแบบการทำธุรกิจมาพึ่งพาระบบอินเทอร์เน็ตหรือออนไลน์มากขึ้นนั้นก็ต้องมีการลงทุนทั้งในด้านเครื่องมืออุปกรณ์และด้านทรัพยากรบุคคล จะเห็นได้ว่าสาเหตุที่ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนยังมีข้อสงสัยในธุรกิจออนไลน์ ก็เนื่องมาจากไม่ทราบถึงข้อดีและข้อเสียอย่างชัดเจน จึงทำให้อาจนำไปใช้ได้อย่างไม่ถูกต้องและอาจไม่ช่วยให้ประหยัดต้นทุนได้อย่างที่คาดหวังไว้
  • จุดแข็งและจุดอ่อนของธุรกิจออนไลน์
ธุรกิจออนไลน์เป็นแนวทางหนึ่งสำหรับการดำเนินธุรกิจ ซึ่งก็ย่อมต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้น ก่อนที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะนำเอาระบบออนไลน์ไปใช้ในธุรกิจของตน จึงควรทราบถึงข้อดีและข้อเสียของธุรกิจออนไลน์เสียก่อน เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมมากที่สุด โดยสามารถวิเคราะห์ด้วย SWOT Analysis ดังนี้
  • จุดแข็ง (Strengths)
1. ต้นทุนในการดำเนินงานต่ำ เนื่องจากต้นทุนในการทำธุรกิจออนไลน์ค่อนข้างต่ำกว่าการทำธุรกิจเปิดหน้าร้านขายของตามปกติ เช่น ค่าเช่าหรือค่าบริการจัดทำเว็บไซต์ต่ำกว่าการเปิดร้าน ต้นทุนในการโชว์สินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ตต่ำกว่าการนำสินค้าจริงมาวางโชว์หน้าร้าน ต้นทุนในการสื่อสารทางการตลาดผ่านระบบออนไลน์ต่ำกว่าการทำตลาดแบบทั่วไป ต้นทุนการทำตลาดต่างประเทศของธุรกิจออนไลน์ต่ำกว่าการไปเปิดร้านตัวแทนจำหน่ายที่ต่างประเทศ เป็นต้น
2. ราคาสินค้าต่ำกว่าท้องตลาด เนื่องจากต้นทุนในการดำเนินการของธุรกิจออนไลน์ต่ำกว่าธุรกิจทั่วไป จึงสามารถตั้งราคาขายต่ำกว่าท้องตลาดได้ ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญที่ช่วยดึงดูดลูกค้าหลายรายให้หันมาสนใจ รวมทั้งยังสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการบริโภค การจำหน่ายสินค้าออนไลน์ที่มีราคาต่ำกว่าท้องตลาดก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญมากขึ้น
3. ผู้ประกอบการมีทางเลือกในการจัดจำหน่ายสินค้าในหลายรูปแบบ เช่น จัดทำเว็บไซต์โดยเฉพาะ ขายผ่านเว็บ e-Marketplace ขายผ่านการประมูลออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละรูปแบบมีต้นทุนในการดำเนินการต่ำกว่าการมีหน้าร้านขายสินค้าตามปกติ โดยบางเว็บไซต์อาจไม่คิดค่าบริการหรือคิดค่าบริการไม่สูงในการนำสินค้าไปวางขาย อีกทั้งผู้ประกอบการสามารถทำการขายผ่านช่องทางออนไลน์และหน้าร้านปกติควบคู่กันไป เป็นการช่วยขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้มากขึ้นด้วย
4. ความรวดเร็วในการปรับเปลี่ยนการสื่อสารทางการตลาดและการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แก่ลูกค้า ช่วยให้ทันต่อกระแสและตอบสนองตลาดได้เร็ว ซึ่งธุรกิจออนไลน์ถือได้ว่ามีความได้เปรียบอย่างมากเมื่อเทียบกับช่องทางการขายตามปกติ เนื่องจากสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วผ่านทางเว็บไซต์ ซึ่งจะทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ตรงจุดมากขึ้น
  • จุดอ่อน (Weaknesses)
1. ความกังวลในความรู้ด้านเทคโนโลยีซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่มีความรู้ด้านอินเทอร์เน็ต แม้การทำธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ด้านไอทีในระดับสูง แต่ผู้ประกอบการก็จำเป็นต้องมีความรู้ในระดับเบื้องต้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นในด้านระบบชำระเงินออนไลน์ การทำการตลาดออนไลน์ รูปแบบเว็บไซต์ และอื่นๆ ซึ่งสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่มีความรู้ด้านไอทีก็อาจมีความกังวลในการเลือกระบบออนไลน์เข้ามาเป็นเครื่องมือในการดำเนินธุรกิจได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้บริการบริษัทที่ปรึกษาและบริษัท Outsource ในการเข้ามาช่วยดำเนินธุรกิจออนไลน์ได้
2. ข้อจำกัดด้านกลุ่มลูกค้า โดยอาจขายได้เฉพาะในบางกลุ่มเท่านั้น เช่น กลุ่มนักเรียนนักศึกษา กลุ่มคนทำงานในเมือง เป็นต้น เนื่องจากมีกลุ่มลูกค้าบางกลุ่มเท่านั้นที่จะสนใจเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ ส่วนผู้บริโภคอีกหลายรายยังไม่ให้ความสำคัญหรือสนใจที่จะเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ ทำให้ผู้ประกอบการอาจสูญเสียโอกาสในกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ไป อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการสามารถเลือกดำเนินการทำธุรกิจทั้งในส่วนออนไลน์และแบบปกติควบคู่กันไปได้ เพื่อให้ตอบสนองกลุ่มลูกค้าได้หลากหลายมากขึ้น
  • โอกาส (Opportunities)
1. จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการแข่งขันของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ทำให้ราคาค่าบริการมีแนวโน้มถูกลงและความเร็วเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งแนวโน้มการเข้ามาของเทคโนโลยี 3G และ WiMAX ซึ่งจะทำให้จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ไร้สายเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งช่วยกระจายโอกาสการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไปสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น ทำให้ธุรกิจออนไลน์มีโอกาสเติบโตตามจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น
2. ปัจจุบันเทคโนโลยีในการทำธุรกรรมออนไลน์มีความสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะการชำระเงินออนไลน์ที่มีการพัฒนาระบบการตรวจสอบการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต กฎหมายควบคุมธุรกิจบริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการดำเนินการออกเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือในการประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Trustmark) ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า การบังคับใช้ พ.ร.บ. การกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ แนวโน้มการออกกฎหมายรับรองเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่จะช่วยรับรองการออกใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ (e-Invoice) และในอนาคตก็จะมี พ.ร.บ. หลักเกณฑ์และวิธีการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ประกอบการและสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคมากขึ้น
  • อุปสรรค (Threat)
1. ปัญหาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ทั้งปัญหาความเชื่อมั่นในระบบการชำระเงินที่อาจต้องใช้บัตรเครดิตหรือการชำระเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ต การไม่ได้เห็นสินค้าจริงซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคอาจไม่มั่นใจว่าจะได้รับสินค้าดังที่ปรากฏบนเว็บไซต์หรือไม่ รวมทั้งอาจไม่มั่นใจในผู้จำหน่ายสินค้าว่าจะจัดส่งสินค้าให้หลังจากชำระเงินไปแล้วหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัญหาและอุปสรรคสำคัญของธุรกิจออนไลน์ โดยจากการสำรวจของ NECTEC พบว่า ปัญหาข้างต้นเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ผู้บริโภคอาจตัดสินใจไม่เลือกซื้อสินค้าและบริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะปัจจุบันที่อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
2. อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตของไทยยังต่ำ โดยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 23.2 ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซียมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 59.0 สิงคโปร์ประมาณร้อยละ 58.6 เป็นต้น*ซึ่งในด้านหนึ่งอาจมองได้ว่าผู้ประกอบการยังมีโอกาสที่จะสามารถขยายตลาดได้อีกใน
3. อนาคต แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ถือเป็นข้อจำกัดในการทำตลาดของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงจังหวัดที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดจะกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดสำคัญของประเทศ เช่น กรุงเทพฯ นนทบุรี ภูเก็ต เป็นต้น ซึ่งหากอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตไม่เพิ่มขึ้นและกระจายตัวมากขึ้น ก็อาจเป็นอุปสรรคสำคัญในการขยายตลาดซื้อขายออนไลน์ไปสู่ต่างจังหวัด
4. ผู้บริโภคยังซื้อสินค้าและบริการที่มีราคาไม่สูง โดยจากการสำรวจของ NECTEC ผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ตในระดับราคาประมาณ 1,001-5,000 บาท มากที่สุดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 41.2 รองลงมาเป็นระดับราคาต่ำกว่า 1,000 บาท เป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 27.6 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของผู้บริโภคที่ยังคงไม่เชื่อมั่นในการซื้อสินค้าออนไลน์ ทำให้ยังคงเลือกซื้อสินค้าที่มีราคาไม่สูงนัก
  • SWOT Analysis ของธุรกิจออนไลน์
  1. จุดแข็ง (Strengths)
    1. ต้นทุนในการดำเนินงานต่ำ
    2. ราคาสินค้าต่ำกว่าท้องตลาด
    3. ผู้ประกอบการมีทางเลือกในการจัดจำหน่ายสินค้าในหลายรูปแบบ
    4. ความรวดเร็วในการปรับเปลี่ยนการสื่อสารทางการตลาดและแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แก่ลูกค้า
  2. จุดอ่อน (Weaknesses)
    1. ความกังวลในความรู้ด้านเทคโนโลยีซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่มีความรู้ด้านไอที
    2. ข้อจำกัดด้านกลุ่มลูกค้า
  3. โอกาส (Opportunities)
    1. จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
    2. ปัจจุบันเทคโนโลยีในการทำธุรกรรมออนไลน์มีความสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น
  4. อุปสรรค (Treats)
    1. ปัญหาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าและบริการออนไลน์
    2. อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตของไทยยังต่ำ
    3. ผู้บริโภคยังซื้อสินค้าและบริการที่มีราคาไม่สูง

ธุรกิจออนไลน์จะมีจุดแข็งอยู่ตรงที่ต้นทุนในการดำเนินงานที่ต่ำ ทำให้สามารถตั้งราคาขายสินค้าได้ต่ำกว่าท้องตลาด รวมทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนการสื่อสารทางการตลาดได้อย่างรวดเร็วสอดคล้องกับกระแสความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ธุรกิจออนไลน์ก็มีจุดอ่อนหลายประการเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นความกังวลของผู้ประกอบการที่ไม่มีความรู้ด้านไอที หรือข้อจำกัดในการเข้าถึงลูกค้าได้เพียงบางกลุ่ม ตลอดจนผู้บริโภคในปัจจุบันยังมีความกังวลด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการด้วย ดังนั้น ผู้ประกอบการที่จะเลือกใช้ระบบออนไลน์ในการดำเนินธุรกิจก็ควรพิจารณาความเหมาะสมอย่างถี่ถ้วน คำนึงถึงโอกาสและข้อจำกัดของธุรกิจของตน ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการใดลงไป

  • โอกาสของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในธุรกิจออนไลน์
โอกาสของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในธุรกิจออนไลน์จะขึ้นอยู่กับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ระบบอินเทอร์เน็ต ระบบการชำระเงิน ระบบการจัดส่งสินค้า เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการต้องปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้น โดยต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งด้านความปลอดภัยในการชำระเงิน คุณภาพของสินค้า และระบบการจัดส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันต้องเร่งพัฒนาและปรับตัวเพื่อรองรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอนาคต นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรมีการรวมกลุ่มกันในลักษณะพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กควรส่งเสริมให้เกิดการซื้อขายผ่านตลาด e-Marketplace เนื่องจากจะช่วยสร้างความสะดวกให้แก่ผู้บริโภคและเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการได้เพิ่มขึ้น

ธุรกิจออนไลน์ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้น จึงไม่ใช่ธุรกิจทุกประเภทที่จะเหมาะสมกับการเลือกใช้รูปแบบออนไลน์ โดยสินค้าและบริการที่จะมีโอกาสเติบโตในธุรกิจออนไลน์ควรจะเป็นสินค้าและบริการที่ขึ้นอยู่กับกระแสนิยม ซึ่งจะสอดคล้องกับจุดแข็งของการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตที่สามารถปรับเปลี่ยนการสื่อสารทางการตลาดได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการของผู้บริโภค อีกทั้งจากปัญหาด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคไม่กล้าที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการที่มีราคาสูง ดังนั้นสินค้าและบริการที่จะมีโอกาสทำตลาดได้ดีก็ควรจะต้องมีราคาต่อหน่วยไม่สูงมากนัก รวมทั้งราคาขายในอินเทอร์เน็ตก็ควรต่ำกว่าราคาตลาดทั่วไปด้วย เพื่อที่จะดึงดูดให้ผู้บริโภคหันมาสนใจมากขึ้น โดยสินค้าที่คาดว่าจะมีโอกาสในธุรกิจออนไลน์ ได้แก่

  1. สินค้าไอที
  2. เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
  3. เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ
  4. เครื่องสำอางค์
  5. บริการเดินทางและท่องเที่ยว
  • แนวทางการเลือกใช้เครื่องมือธุรกิจออนไลน์อย่างเหมาะสม
    • ก่อนที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะเริ่มทำธุรกิจออนไลน์ก็ควรต้องทำการวิเคราะห์ถึงความเหมาะสมสำหรับธุรกิจของตนเสียก่อน โดยสามารถสรุปขั้นตอนหรือแนวทางเบื้องต้นได้ดังนี้
1.วิเคราะห์ถึงปัญหาในธุรกิจของตน ผู้ประกอบการต้องพิจารณาถึงปัญหาในการทำธุรกิจของตนเพื่อให้ทราบว่าธุรกิจออนไลน์จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาได้ตรงกับความต้องการหรือไม่ เช่น มีปัญหาด้านต้นทุนในการดำเนินงาน ต้องการขยายฐานลูกค้า ต้องการปรับภาพลักษณ์ให้ดูทันสมัย เป็นต้น
2.ศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า ผู้ประกอบการต้องทำการศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า (Consumer Behavior) ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน เพื่อนำมาวิเคราะห์และจัดทำแผนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมที่สุด โดยหากกลุ่มลูกค้าหลักหรือกลุ่มเป้าหมายไม่ใช่ผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตอยู่เป็นประจำ การเลือกใช้เครื่องมือธุรกิจออนไลน์ก็อาจเป็นทางเลือกที่ไม่คุ้มค่าได้ แต่หากผู้ประกอบการต้องการขยายตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ก็อาจใช้ธุรกิจออนไลน์เป็นโอกาสในการขยายตลาดได้เช่นเดียวกัน
3.ทำความเข้าใจในระบบธุรกิจออนไลน์ ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจในรูปแบบและระบบของธุรกิจออนไลน์ เช่น รูปแบบเว็บไซต์ ระบบฐานข้อมูล ระบบการชำระเงิน การโฆษณาผ่านอินเทอร์เน็ต ระบบการรักษาความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต เป็นต้น เนื่องจากความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวจะช่วยให้สามารถพิจารณาถึงความเหมาะสมในการเลือกใช้ธุรกิจออนไลน์สำหรับกิจการของตน
4.ศึกษาถึงความเป็นไปได้และโอกาสจากธุรกิจออนไลน์ ผู้ประกอบการควรศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจออนไลน์ ทั้งด้านการเงิน การตลาด การจัดส่งสินค้า และอื่นๆ ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับรูปแบบของธุรกิจออนไลน์ โดยต้องเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการไม่มีความพร้อมในการดำเนินการเองก็อาจเลือกใช้บริการของผู้ให้บริการ Outsource ที่ให้บริการด้านเทคโนโลยีมาดูแลและจัดการในเชิงเทคนิค ซึ่งต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นนี้ก็ต้องนำไปเปรียบเทียบกับโอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นจากธุรกิจออนไลน์
  • กล่าวโดยสรุปได้ว่า ธุรกิจออนไลน์ถือว่าเป็นทางเลือกใหม่ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ผู้ประกอบการต่างมุ่งปรับลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจลงเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ธุรกิจออนไลน์สามารถเข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยเหลือผู้ประกอบการในการลดต้นทุนดำเนินการในด้านต่างๆ ได้ แต่ต้องพึงตระหนักว่าธุรกิจออนไลน์เป็นเพียงเครื่องมือทางธุรกิจรูปแบบหนึ่งที่ย่อมต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสีย รวมทั้งธุรกิจออนไลน์ก็ไม่ได้เหมาะสมที่จะนำมาใช้กับธุรกิจทุกประเภท ดังนั้น ก่อนที่ผู้ประกอบการจะตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือธุรกิจออนไลน์ก็ควรต้องทำการพิจารณาถึงข้อดีและข้อเสีย ตลอดจนความเหมาะสมกับธุรกิจของตนเสียก่อน เพื่อไม่ให้ธุรกิจออนไลน์กลายมาเป็นเครื่องมือที่จะซ้ำเติมให้ธุรกิจของตนต้องเผชิญภาวะวิกฤตยิ่งขึ้นไปอีก

  • ที่มา: Internet World Stat
เครื่องมือส่วนตัว