เงินทุนหมุนเวียน
จาก SSM Wiki
เงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย
เนื้อหา |
ความเป็นมา
เงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทยจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2525 โดยการจัดตั้งดังกล่าวคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบในการจัดตั้งเงินทุนหมุนเวียนฯ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2524 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา เพื่อต้องการให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ยากจนและต้องการเงินทุนในการประกอบอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวให้มีรายได้เพิ่มเติมจากอาชีพหลักโดยการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการประกอบอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรม ให้เกิดการพัฒนาและมีความยั่งยืนสืบไป กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้รับเงินงบประมาณเป็นทุนในการดำเนินงานระหว่างปี 2527-2549 เป็นจำนวนเงิน 480 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2545 กรมบัญชีกลางขอให้ส่งเงินคืนเป็นรายได้ของแผ่นดิน 30 ล้านบาท ปัจจุบันมีเงินทุนดำเนินงาน 450 ล้านบาท
วัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง
เพื่อให้ความช่วยเหลือราษฎรและกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรม ตามระเบียบกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย พ.ศ. 2525 โดยการสนับสนุนด้านเงินทุนสำหรับการจัดหาวัตถุดิบ เครื่องมือ อุปกรณ์การผลิต การจ้างแรงงานในการผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์การรับซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้ และการให้ยืมเงินสำหรับประกอบอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรม
กลุ่มเป้าหมาย
ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรม กลุ่มอาชีพ และผู้ประกอบการรายย่อย ข้อกำหนดการกู้ มีสินทรัพย์ถาวร(ไม่รวมที่ดิน) ไม่เกิน 10 ล้านบาท และสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ต้องมีสัดส่วนการลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 30
กิจกรรมที่ดำเนินงานในปัจจุบัน ประกอบด้วย
- การให้บริการสินเชื่อ
- การรับซื้อผลิตภัณฑ์สำเร็จจากราษฎรมาจำหน่าย
- การให้คำปรึกษาแก่ราษฎรที่มาขอใช้บริการเงินทุนหมุนเวียน
- โดยปัจจุบันมีราษฎรให้ความสนใจในด้านการให้บริการสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน และยื่นคำขอกู้เงินจำนวนมากเนื่อจากมีอัตราดอกเบี้ยตำ การดำเนินงานจึงมุ่งเน้นให้บริการในด้านการให้สินเชื่อเป็นสำคัญ
- การดำเนินงานและการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดย ส่วนบริหารเงินทุน เป็นสำนักงานกลาง มีหน่วยปฎิบัติให้บริการตามภูมิภาคต่างๆ ดังนี้
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 จังหวัดพิจิตร
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 4 จังหวัดอุดรธานี
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 5 จังหวัดขอนแก่น
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 6 จังหวัดนครราชสีมา
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 จังหวัดสุพรรณบุรี
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 9 จังหวัดชลบุรี
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 10 จังหวัดสุราษฏร์ธานี
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11 จังหวัดสงขลา
คุณสมบัติผู้มีสิทธิขอกู้เงิน
- ราษฎร ผู้ซึ่งเคยได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
- ราษฎร ผู้ซึ่งเคยได้รับความช่วยเหลือจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในด้านการตลาด การปรับปรุงรูปแบบผลิตภัณฑ์ การปรับปรุงรูปแบบกรรมวิธีการผลิตหรือวิธีปฎิบัติในการดำเนินธุรกิจ
- ราษฎร ผู้ประกอบอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทยและกิจการนั้นมีความเป็นไปได้ในทางธุรกิจ
- กลุ่มอาชีพที่จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัว และ หัตถกรรมไทย และมีคณะกรรมการดำเนินงานของกลุ่ม พร้อมทั้งมีทะเบียนสมาชิกไม่น้อยกว่า 10 คน และจัดตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน เป็นหลักฐาน โดยมีหน่วยราชการในพื้นที่สนับสนุนกลุ่มอาชีพนั้นในการรองรับเป็นหนังสือ
- กลุ่มอาชีพหรือองค์กรท่ได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลรวมทั้งนิติบุคคลตามกฎหมายซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่ออาชีพด้านอุตสาหกรรมในครอบครัวหรือหัตถกรรมไทยของราษฎร
- บุคคลซึ่งประกอบอาชีพที่สนันสนุนส่งเสริมเกื้อกูลแก่ผู้ประกอบอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย และกิจการนั้นมีความเป็นไปได้ในทางธุรกิจ
วงเงินที่อนุมัติให้กู้เงิน และ อัตราดอกเบี้ย
เงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย ให้กู้ยืมเงินตั้งแต่ปีงบประมาณ 2527 ถึงปัจจุบัน ได้มีการกำหนดวงเงินให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยและการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้มีความเหมาะสมตามสภาพเศรษฐกิจมาโดยตลอด ในปัจจุบันวงเงินให้กู้และอัตราดอกเบี้ยสรุปได้ดังนี้
- การให้กู้เงินไม่เกิน 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)
- อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี กำหนดผ่อนชำระคืนภายใน 2 ปี ระยะเวลาปลอดหนี้ 4 เดือน ให้หัวหน้าหน่วยปฏิบัติเฉพาะในกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นผู้มีอำนาจให้กู้เงินและจ่ายเงินกู้
- การให้กู้เงินเกิน 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) แต่ไม่เกิน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน)
- อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี กำหนดผ่อนชำระคืนภายใน 4 ปี ระยะปลอดหนี้ 4 เดือน ให้หัวหน้าปฏิบัติเฉพาะในกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติให้กู้และจ่ายเงินกู้
- การให้กู้เงินเกิน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) แต่ไม่เกิน 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน)
- อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี กำหนดผ่อนชำระคืนภายใน 6 ปี ระยะปลอดเงินต้นไม่เกิน 6 เดือน ให้คณะอนุกรรมการพิจารณาเงินกู้ประจำภาคเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติให้กู้และจ่ายเงินกู้
- การให้กู้เงินเกิน 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน) แต่ไม่เกิน 500,000 บาท (ห้าแสนบาทถ้วน)
- อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี กำหนดผ่อนชำระคืนภายใน 10 ปี ระยะเวลาปลอดเงินต้นไม่เกิน 12 เดือน ให้คณะอนุกรรมการพิจารณาเงินกู้ประจำภาคเป็นผู้มีอานาจอนุมัติให้กู้และจ่ายเงินกุ้
- การให้กู้เงินเกิน 500,000 บาท(ห้าแสนบาทถ้วน) แต่ไม่เกิน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน)
- อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี กำหนดผ่อนชำระคืนภายใน 10 ปี ระยะเวลาปลอดเงินต้นไม่เกิน 12 เดือน ให้คณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทยเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติให้กู้และจ่ายเงินกู้
หลักประกันเงินกู้
- บุคคลค้ำประกัน
- วงเงินกู้ไม่เกิน 20,000 บาท ให้ใช้ข้าราชการ หรือ ลูกจ้างประจำ หรือ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 12,000 บาท (หนึ่งหมื่นสองพันบาทถ้วน) หรือบุคคลที่เชื่อถือได้ที่เป็นพนักงานบริษัท ซึ่งมีเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดือยละ 20,000 บาท (สองหมื่นบาทถ้วน) ไม่น้อยกว่า 1 คน ค้ำประกันเงินกู้
- วงเงินกู้ 20,000 บาท แต่ไม่เกิน 50,000 บาท ให้ใช้ข้าราชการ หรือลูกจ้างประจำ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 12,000 บาท (หนึ่งหมื่นสองพันบาทถ้วน) หรือบุคคลที่เชื่อถือได้เป็นพนักงานบริษัท ซึ่งมีเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,000 บาท (สองหมื่นบาทถ้วน) ไม่น้อยกว่า 2 คน ค้ำประกันเงินกู้
- ในกรณีที่ผู้กู้เป็นกลุ่มอาชีพที่จัดตั้งเพื่อประกอบอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย มีคณะกรรมการดำเนินงานของกลุ่ม พร้อมทั้งมีทะเบียนสมาชิกกลุ่มจำนวนไม่น้อยกว่า 10 คนและจัดตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน เป็นหลักฐาน โดยผู้ให้การรับรองกลุ่มอาชีพจะต้องเป็นหน่วยงาน อำเภอ หรือ สำนักงานเขต หรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับอาชีพนั้นๆ ให้การรับรองเป็นหนังสือ ให้กรรมการหรือสมาชิกกลุ่ม จำนวนม่น้อยกว่า 5 คน ค้ำประกันเงินกู้
- วงเงินกู้เกิน 50,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ให้ใช้ข้าราชการ หรือลูกจ้างประจำ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท (หนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วน) หรือบุคคลผู้เชื่อถือได้ที่เป็นพนักงานบริษัท ซึ่งมีเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 25,000 บาท (สองหมื่นห้าพันบาทถ้วน) ไม่น้อยกว่า 2 คน ค้ำประกันเงินกู้
หมายเหตุ:การพิจารณาคุณสมบัติของผู้ค้ำประกันให้เป็นไปตามดุลพินิจ และหรือ แนวทางที่คฯกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย กำหนด
หลักเกณฑ์การพิจารณาบุคคลค้ำประกันเงินกู้
กำหนดให้ผู้ค้ำประกันเงินกู้นำเอกสาหลักฐานท่แสดงถึงรายได้สุทธิของเงินเดือน ย้อนหลัง 3 เดือน เพื่อประกอบพิจารณาของผู้มีอำนาจอนุมัติเงินกู้ ทั้งนี้ รายได้สุทธิของผู้ค้ำประกันต้องมีเงินคงเหลือไม่น้อยกว่า 5,000 บาท (ให้พิจารณาย้อนหลัง 3 เดือน)
- หลักทรัพย์ประกัน
ให้ใช้หลักทรัพย์เป็นประกันอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
- ที่ดิน หรือ มารดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีโฉนดที่ดิน หรือ น.ส.3ก ซึ่งเป็นของตนหรือบุคคลอื่นที่ยินยอมให้ไว้เป็นหลักประกัน และหลักทรัพย์ดังกล่าวต้องปลดจำนองและภาระติดพันใดๆ
- เครื่องจักรที่ได้จดทะเบียนกับสำนักงานทะเบียนเครื่องจักรกลางตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนเครื่องจักร พ.ศ.2514 แล้ว ซึ่งมีมูลค่ามากเพียงพอและเคลื่อนย้ายได้ยาก
- หนังสือค้ำประกันของธนาคาร
- หลักประกันเสริมที่คณะกรรมการฯยอมรับเป็นหลักประกัน ในวงเงินท่คณะกรรมการฯ กำหนด
- มูลค่าหลักทรัพย์ประกัน
- ได้มีระเบียบการให้กู้เงินทุนหมุนเวียนฯ ให้ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็นโฉนดที่ดิน หรือ หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก) สำหรับโฉนดที่ดินเป็นประกันเงินกู้ในวงเงินไม่เกินร้อยละ 80 ของราคาประเมินที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก) เป็นประกันวงเงินไม่เกินร้อยละ 50 ของราคาประเมินที่ดิน
- กรณีโฉนดที่ดินที่เปลี่ยนแปลงมาจาก หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก) และยังไม่ได้ทำการรังวัดเขตที่ดิน กำหนดให้เป็นหลักประกันเงินกู้ได้เท่าเทียบกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3ก) คือ ไม่เกินร้อยละ 50 ของราคาประเมินที่ดิน
หมายเหตุ การประเมินราคาหลักประกัน การกำหนดเวลาผ่อนชำระคืนเงินกู้ และระยะเวลาปลอดเงินต้น ให้เป็นไปตามการพิจารณาคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย
ประเภทอุตสาหกรรมที่ให้กู้เงิน
พิจารณาประเภทอุตสาหกรรมที่อยู่ในข่ายสนันสนุนของเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย แบ่งออกเป็น 7 ประเภท ดังนี้
- ประเภทอาหาร
- ประเภทเครื่องดื่ม
- ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย
- ประเภทของใช้และเครื่องประดับ
- ประเภทศิลปประดิษฐ์และของที่ระลึก
- ประเภทสมุนไพรที่ไม่ใช่ยาและอาหาร
- ประเภทอื่นๆ
- โดยให้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนฯ กำหนด กรณีที่หน่วยปฎิบัติไม่สามารถพิจารณาได้ ให้นำเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาเงินกู้ประจำภาคพิจารณาเป็นการเฉพาะรายไป
คุณสมบัติผู้มีสิทธิขอกู้เงิน
- ราษฎร ผู้ซึ่งเคยได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
- ราษฎร ผู้ซึ่งเคยได้รับความช่วยเหลือจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในด้านการตลาด การปรับปรุงรูปแบบผลิตภัณฑ์ การปรับปรุงรูปแบบกรรมวิธีการผลิตหรือวิธีปฎิบัติในการดำเนินธุรกิจ
- ราษฎร ผู้ประกอบอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทยและกิจการนั้นมีความเป็นไปได้ในทางธุรกิจ
- กลุ่มอาชีพที่จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัว และ หัตถกรรมไทย และมีคณะกรรมการดำเนินงานของกลุ่ม พร้อมทั้งมีทะเบียนสมาชิกไม่น้อยกว่า 10 คน และจัดตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน เป็นหลักฐาน โดยมีหน่วยราชการในพื้นที่สนับสนุนกลุ่มอาชีพนั้นในการรองรับเป็นหนังสือ
- กลุ่มอาชีพหรือองค์กรท่ได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลรวมทั้งนิติบุคคลตามกฎหมายซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่ออาชีพด้านอุตสาหกรรมในครอบครัวหรือหัตถกรรมไทยของราษฎร
- บุคคลซึ่งประกอบอาชีพที่สนันสนุนส่งเสริมเกื้อกูลแก่ผู้ประกอบอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย และกิจการนั้นมีความเป็นไปได้ในทางธุรกิจ
ผลการให้บริการ
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 2
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่4
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 5
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 6
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 7
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 9
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 10
- ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11
รายงานประจำเดือน
- งบการเงิน
- งบทดลอง
- งบกำไรขาดทุน
- งบกำไรสะสม
- งบดุล
- รายงานการใช้จ่ายเงินทุนหมุนเวียน
- รายงานรับจ่าย
- รายงานไทยช่วยไทย
- รายงานลูกหนี้ค้างชำระ
