เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจ
จาก SSM Wiki
เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจสำคัญ ๆ ที่ประกาศในช่วงเดือนพฤษภาคม 2552 จนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2552
- ผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 76.3 ในเดือน เม.ย. 2552 จากระดับ 69.4 ในเดือน มี.ค. ทั้งนี้ แม้ว่าในเดือนเม.ย.จะเป็นเดือนที่มีจำนวนวันทำการน้อย แต่การปรับตัวขึ้นของยอดคำสั่งซื้อ ยอดขายโดยรวม และปริมาณการผลิต ได้หนุนให้ความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยอยู่ที่ระดับ 81.0 เทียบกับระดับ 75.1 ในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ เมื่อแยกพิจารณาตามขนาดอุตสาหกรรม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดใหญ่ปรับตัวดีขึ้น โดยอุตสาหกรรมทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ได้รับผลดีจากแรงกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศจากมาตรการของภาครัฐ นอกจากนี้ ยอดคำสั่งซื้อและยอดขายของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังปรับตัวขึ้นตามการฟื้นตัวของการบริโภคประเทศคู่ค้าอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมขนาดกลางปรับตัวลงตามยอดขายที่ซบเซาของอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ อุตสาหกรรมยา และอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร
- สรุปตัวเลขเศรษฐกิจเดือนเมษายน 2552 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ประกาศเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2552 และตัวเลขเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคม 2552 ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ประกาศเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา มีดังนี้ :-
- การส่งออกหดตัวลงร้อยละ 25.2 (YoY) ในเดือนเม.ย. 2552 หลังจากที่หดตัวร้อยละ 22.7 ในเดือน มี.ค. ในขณะที่ การนำเข้าหดตัวลงอีกร้อยละ 36.4 ในเดือน เม.ย. 2552 หลังจากที่หดตัวร้อยละ 35.1 ในเดือน มี.ค. ทั้งนี้ ดุลการค้าบันทึกยอดเกินดุลเพียง 618.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือน เม.ย. 2552 หลังจากที่เกินดุล 2,165.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือน มี.ค. เนื่องจากการส่งออกในเดือน เม.ย.ลดลงสวนทางกับการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และเมื่อรวมยอดเกินดุลการค้าเข้ากับดุลบริการฯ ซึ่งพลิกมาบันทึกยอดขาดดุล 192.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือน เม.ย. ตามรายได้ที่หายไปจากการท่องเที่ยว ได้ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดบันทึกยอดเกินดุลเพียง 425.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือน เม.ย. เทียบกับที่เกินดุลสูงถึง 2,404.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือน มี.ค.
- สำหรับในด้านการบริโภคของภาคเอกชนนั้น ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption Index) หดตัวลงอีกร้อยละ 5.3 (YoY) ในเดือน เม.ย. 2552 หลังจากที่หดตัวร้อยละ 4.9 ในเดือน มี.ค. โดยองค์ประกอบหลักส่วนใหญ่ของดัชนีปรับตัวแย่ลงกว่าเดือนมี.ค. อาทิ การนำเข้าสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค (หดตัวร้อยละ 17.2 ต่อเนื่องจากที่หดตัวร้อยละ 10.5 ในเดือนก่อนหน้า) และภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ (หดตัวร้อยละ 16.5 ใกล้เคียงกับที่หดตัวร้อยละ 16.3 ในเดือนก่อนหน้า) ในขณะที่ ปริมาณจำหน่ายรถจักรยานยนต์หดตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 และยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการปรับตัวลงของรายได้เกษตรกร และแม้ว่าปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งจะสามารถพลิกกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งในเดือนนี้ แต่ก็เป็นผลมาจากปัจจัยเรื่องฐานเปรียบเทียบ (ขยายตัวร้อยละ 5.4 พลิกจากที่หดตัวร้อยละ 22.4 ในเดือนก่อนหน้า) ปูนซีเมนต์ และปริมาณการจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์หดตัวลงต่อเนื่องเช่นกัน โดยปรับตัวลงอีกร้อยละ 11.0 และลดลงร้อยละ 39.6 ในเดือนเม.ย.ตามลำดับ
- ส่วนการลงทุนของภาคเอกชนนั้น ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (Private Investment Index) หดตัวลงอีกร้อยละ 16.4 (YoY) ในเดือนเม.ย. 2552 ซึ่งนับเป็นการหดตัวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2544 (ข้อมูลของธปท.ย้อนหลังได้ถึงปี 2543) และนับเป็นการหดตัวเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน หลังจากที่หดตัวร้อยละ 16.2 ในเดือน มี.ค. องค์ประกอบหลักของดัชนีการลงทุนภาคเอกชนในเดือน เม.ย. ยังคงสะท้อนภาพที่ซบเซาของการลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอนของบรรยากาศการเมืองในประเทศ นำโดย การนำเข้าสินค้าทุน (หดตัวลงร้อยละ 21.7) ในขณะที่ ปริมาณการจำหน่าย ปูนซีเมนต์ และปริมาณการจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์หดตัวลงต่อเนื่องเช่นกัน โดยปรับตัวลงอีกร้อยละ 11.0 และลดลงร้อยละ 39.6 ในเดือน เม.ย.ตามลำดับ
- ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมนั้น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) หดตัวลงร้อยละ 9.7 (YoY) ในเดือน เม.ย. 2552 เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 14.9 ในเดือนมี.ค. ทั้งนี้ การผลิตสินค้าที่สัดส่วนการส่งออกมากกว่าร้อยละ 60 ของการผลิตรวมหดตัวในอัตราที่ลดลงในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา (หดตัวร้อยละ 7.0 ในเดือนเม.ย. เทียบกับที่หดตัวถึงร้อยละ 13.8 ในเดือนก่อนหน้า) นำโดย Hard Disk Drive อาหารทะเลแช่แข็ง โทรทัศน์สี และแผงวงจรรวม ในขณะที่ การผลิตสินค้าที่สัดส่วนการส่งออกน้อยกว่าร้อยละ 30 ของการผลิตรวมหดตัวน้อยลงเช่นกัน (หดตัวร้อยละ 8.0 ในเดือน เม.ย. เทียบกับที่หดตัวร้อยละ 11.2 ในเดือนก่อนหน้า) นำโดย ยาสูบ และรถยนต์นั่ง ทั้งนี้ สัญญาณเชิงบวกของการผลิตภาคอุตสาหกรรมได้สะท้อนผ่านมายังอัตราการใช้กำลังการผลิต (ปรับฤดูกาล) ซึ่งขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 59.7 ในเดือน เม.ย. จากระดับ 58.5 ในเดือนมี.ค.
- สำหรับเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรนั้น ด้านผลผลิตสินค้าเกษตร ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรในเดือน เม.ย. 2552 ลดลงร้อยละ 1.5 (YoY) หลังจากที่ขยายตัวร้อยละ 3.4 ในเดือน มี.ค. นำโดย ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน สุกร และไก่เนื้อ ด้านราคาสินค้าเกษตร ยังคงปรับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า (YoY) ทั้งนี้ ดัชนีราคาสินค้าเกษตรในเดือน เม.ย. ลดลงร้อยละ 17.2 ต่อเนื่องจากที่ลดลงร้อยละ 11.0 ในเดือน มี.ค. โดยราคาสินค้าเกษตรยังคงได้รับแรงกดดันจากภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก และปัจจัยเรื่องฐานเปรียบเทียบที่สูงในช่วงเดียวกันของปี 2551
- ส่วนตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของกระทรวงพาณิชย์นั้น ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (Headline CPI) ในเดือน พ.ค. 2552 ลดลงร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า (MoM) และลดลงถึงร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อนหน้า (YoY) หลังจากที่ลดลงร้อยละ 0.9 ในเดือน เม.ย. ทั้งนี้ ระดับราคาสินค้าทั่วไปที่ลดลงมากจากเดือนก่อนหน้า (MoM) ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการปรับตัวลงของราคาผักและผลไม้ ตลอดจนหมวดการศึกษา และหมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า จากผลของนโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพของรัฐบาล สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI Inflation) นั้น พลิกกลับลงมาแดนลบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ม.ค.2547 โดยติดลบร้อยละ 0.3 หลังจากที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0 ในเดือนก่อนหน้า
- เงินบาทในประเทศ (Onshore) แข็งค่ามาอยู่ที่ระดับ 34.29 บาทต่อดอลลาร์ฯ ณ สิ้นเดือน พ.ค. 2552 จากระดับ 35.23 บาทต่อดอลลาร์ฯ ณ สิ้นเดือน เม.ย. ท่ามกลางการฟื้นตัวขึ้นของความต้องการเสี่ยงของนักลงทุน และความกังวลต่อแนวโน้มการขาดดุลการคลังในระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งนี้ เงินบาทแข็งค่าร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ จากระดับปิดสิ้นปี 2551
- แม้ว่าในช่วงเดือนถัดๆ ไปอาจจะเริ่มมีสัญญาณเชิงบวกจากเครื่องชี้เศรษฐกิจบางตัว โดยเฉพาะส่วนที่อาจมีความเกี่ยวโยงกับการใช้จ่ายของภาครัฐจากแรงกระตุ้นของนโยบายเศรษฐกิจ และ/หรือการเพิ่มระดับการผลิตและการใช้จ่ายของภาคเอกชน ทยอยกลับเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่เครื่องชี้ที่บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเหล่านั้น ยังคงต้องถูกประเมินอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องความเพียงพอของแรงกระตุ้นของสัญญาณบวกเหล่านั้นต่อเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะถัดไป ในขณะที่ เสถียรภาพทางการเมืองและความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจในประเทศ ตลอดจนความไม่แน่นอนของช่วงจังหวะเวลาการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญของเศรษฐกิจต่างประเทศ ก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์อัตราการหดตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2552 ไว้ในกรอบติดลบร้อยละ 5.6-7.0 เทียบกับที่หดตัวสูงถึงร้อยละ 7.1 ในไตรมาส 1/2552 ซึ่งนับเป็นอัตราการหดตัวที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี
หมายเหตุ:บทความจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย โดยคุณศิริ วนสุวานิช


