เครือข่ายการจัดการโซ่อุปทาน และ Logistics

จาก SSM Wiki

ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น
เครือข่ายการจัดการโซ่อุปทาน และ Logistics

บทความนี้ยังอยู่ระหว่างการเติมให้สมบูรณ์

ความเป็นมา

  • กลุ่มเครือข่ายการจัดการโซ่อุปทานและ Logistics อุตสาหกรรมอาหาร เกิดจากการรวมตัวของผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมเกษตร สมาชิกภายในกลุ่มประกอบด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งผู้ประกอบการธุรกิจภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และหน่วยงานสนับสนุนที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดตั้งขึ้น ภายใต้กิจกรรมกระตุ้นให้เห็นความสำคัญและตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่าย พร้อมทั้งจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้ผู้ประกอบการธุรกิจภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกษตรและหน่วยงานสนับสนุนดังกล่าว มีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการจัดตั้งเครือข่าย โดยใช้ช่อว่า “เครือข่ายการจัดการห่วงโซ่อุปทานจังหวัดพิษณุโลก” เพื่อเป็นศูนย์กลางความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการร่วมกันผลักดันให้เกิดการรวมที่จะเป็นพลังในการขับเคลื่อนระบบการจัดการห่วงโซอุปทาน และ Logistics ของจังหวัดพิษณุโลกให้พัฒนาเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

รูปแบบการพัฒนาการจัดตั้งเครือข่ายมีขั้นตอนดังนี้

  1. การกระตุ้นและสร้างความตระหนักในการรวมกลุ่ม เริ่มจากการค้นหากลุ่มเป้าหมายที่จะเป็นธุรกิจหลัก และนำผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของผู้ประกอบการธุรกิจนั้นเข้าร่วมระดมความคิด ค้นหาสภาพอนาคดีที่ผ่านมา สภาพปัจจุบันมีโอกาสและภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ในอนาคตอย่างไร พร้อมทั้งนำกลุ่มเป้าหมายเดินทางไปศึกษาดูงานกลุ่มเครือข่ายที่มีแนวทางของการปฏิบัติที่ดี และเข้าร่วมสัมมนากับผู้นำกลุ่มเครือข่ายที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาการรวมกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมอาหาร จากการจัดโปรแกรมดังกล่าวสมารถกระตุ้นให้ผู้ประกอบการธุรกิจหลักเกิดได้รับทราบถึงประโยชน์ของการรวมกลุ่มเครือข่าย
    ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะถ้าต้องการตลาดต่างประเทศที่มีความเข้มงวดด้านคุณภาพความปลอดภัยอาหาร ซึ่งจะต้องถูกหลักอนามัยตั้งแต่ระดับฟาร์ม รูปแบบการรวมกลุ่มของเครือข่ายจึงเห็นควรพัฒนาในลักษณะห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะสามารถกำหนดผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องในระบบการผลิตอาหารทั้งระบบได้ชัดเจนกว่า ดังนั้นประโยชน์ของเครือข่ายในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพอย่างต่อเนื่องนั้น เกิดขึ้นได้จากปัจจัยอย่างน้อย 4 ประการ คือ
    1. ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ระหว่างสมาชิกเครือข่าย เป็นการเสริมสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้
    2. ช่วยลดต้นทุนของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากการมองแบบองค์รวม การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าร่วมกัน และการร่วมกันรับภาระต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ที่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกัน
    3. ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาและการสร้าวนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์เดิมให้หลากหลายและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่แตกต่าง ด้วยความร่วมมือของหน่วยงานสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนาที่เป็นสมาชิกเครือข่าย
    4. ส่งเสริมการเกิดธุรกิจใหม่และขยายตัวของธุรกิจเดิม ซึ่งเป็นผลมาจากการเห็นโอกาสในการจัดตั้งธุรกิจใหม่ที่ช่วยเติมเต็มให้กับห่วงโซ่อุปทาน เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมของเครือข่าย คือปุ๋ยอินทรีย์ หรือการเป็นผู้ตรวจสอบสินค้า เป็นต้น
  2. วิเคราะห์สถานภาพของกลุ่มเครือข่าย การวินิจฉัย (Diagnosis) โดยพิจารณาจากโครงสร้างของกลุ่มเครือข่ายการจัดการห่วงโซ่อุปทานจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งประกอบด้วย ภาคธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หน่วยงานผู้ให้บริการทั้งด้านเทคนิคและวิชาการ ภาครัฐบาล และสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนา องค์ประกอบทั้ง 4 ส่วนนี้ จะขับเคลื่อนให้กลุ่มเครือข่ายเกิดผลผลิตเพิ่มและมีความสามารถในการแข่งขัน ด้วยวงล้อที่มีการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และใช้ตลาดนำการผลิต ดังในแผนภาพที่ 2 นี้ใ ดังนี้นการวินิจฉัยจึงช้หลักการแบบมีส่วนร่วม ช่วยกันวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานของเครือข่ายตัวเอง และเทียบเคียงกับเครือข่ายอาหารภาคตะวันตก โดยการประเมิน SWOT (จุดแข็ง จุดอ่อน อุปสรรคโอกาส)ร่วมกัน ดังนี้
    1. จุดแข็ง
      1. สมาชิกมีพื้นฐานความรู้ดี และมีความสามารถ
      2. สมาชิกมีความตั้งใจและมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเครือข่ายสู่ความสำเร็จ
      3. สมาชิกมีความต้องการในการพัฒนาและยกระดับธุรกิจ
      4. สมาชิกมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์
      5. สมาชิกมีชื่อเสียงที่เป็นที่รู้จัก ทั้งตัวผู้ประกอบการและผลิตภัณฑ์
      6. ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น ศภ. 2 กสอ.
    2. จุดอ่อน
      1. ไม่มีเวลา และขาดความเสียสละในการรวมกลุ่ม
      2. ขาดการประชาสัมพันธ์การรวมกลุ่มในวงกว้าง
      3. ขาดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน
      4. ไม่มีศูนย์ข้อมูลกลางของเครือข่าย
      5. ขาดการพัฒนาองค์ความรู้ ภายในครือข่าย
      6. ขาดทัศนคติที่ดีในการรวมกลุ่ม
      7. ขาดความเชื่อมั่น/ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
      8. ไม่ทราบวัตถุประสงค์/เป้าหมายในการรวมกลุ่มที่ชัดเจน
      9. ผู้ประกอบการยังไม่เห็นถึงประโยชน์ของการรวมกลุ่ม
      10. ขาดการประสานงานภายในเครือข่าย
      11. โครงสร้างความรับผิดชอบยังไม่ชัดเจน
    3. โอกาส
      1. อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพด้านการผลิต
        1. อยู่ใกล้ปัจจัยการผลิต
        2. มีสภาพภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม ต่อการเกษตร
        3. มีโครงข่ายการคมนาคมขนส่งที่ดี
        4. มีระบบชลประทานดี
        5. สามารถเพาะปลูกพืชพื้นที่ราบและพื้นที่สูง
      2. มีความพร้อมด้านสภาพทางกายภาพและสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า และการสื่อสารคมนาคม
      3. ประชาชนในพื้นที่มีพื้นฐานและวัฒนธรรมด้านการเกษตร
      4. นโยบายภาครัฐในการส่งเสริม SMEs
      5. มีความพร้อมด้าน สถาบันการศึกษาและหน่วยงานราชการ ที่ช่วยส่งเสริม SMEs
      6. มีสถาบันความพร้อมด้านสถาบันการเงินที่ช่วยสนับสนุน
    4. อุปสรรค
      1. ความไม่มั่นคงทางการเมืองทั้งในและต่างประเทศ
      2. นโยบายกีดกันทางการค้าด้านสินค้าเกษตร เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้า
      3. นโยบายการค้าเสรี /FTA WTO วัฒนธรรม ประเพณี ของแต่ละท้องถิ่น
      4. ราคาน้ำมันสูงขึ้นทำให้ต้นทุนสูงขึ้น
  3. ผลจากการวิเคราะห์จุดแข็งและโอกาส สรุปได้ว่าพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างมีความอุดมสมบูรณ์ สามารถเพาะปลูกพืชได้หลากหลายทั้งในที่ราบและที่สูง สมาชิกส่วนใหญ่มีความสามารถในการเพาะปลูก และต้องการพัฒนายกระดับการผลิตให้ทัดเทียมกลุ่มเครือข่ายภาคตะวันตก โดยมีผู้ผลิตเป็นธุรกิจหลักซึ่งพบว่าพืชที่มีความพร้อมที่จะดำเนินการ ๓ ชนิด คือ พริก ขิง และกล้วย และเห็นว่าธุรกิจอุตสาหกรรมจะมีพลังได้ด้วยการรวมพลังกันขับเคลื่อน ซึ่งได้มีการพัฒนาตัวแบบการรวมกลุ่มจาก Cluster Diamond ของ Michael E. Porter ดังในแผนภาพพบว่ามีปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ที่กำหนดความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน ปัจจัยทั้งสี่ประการได้แก่
    1. ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการดำเนินธุรกิจ (Factor conditions)
    2. ความต้องการของผู้บริโภค (Demand conditions)
    3. อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและสนับสนุน (Related and Supporting industries)
    4. กลยุทธ์ โครงสร้าง และคู่แข่งของบริษัท (Structure and Firm Strategy)
เครื่องมือส่วนตัว