จาก SSM Wiki
โครงการพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการ แผนปฏิบัติการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น (OTOP):มจก
สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ
- สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ
- 11.1 สรุปการดำเนินงานโครงการ
- โครงการพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการ แผนปฏิบัติการงานส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น (OTOP) ปีงบประมาณ 2550 เป็นโครงการสำคัญโครงการหนึ่งของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่มุ่งความสนใจไปที่การสร้างพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจ และส่งเสริมการจัดระบบงานการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการใน 5 ด้าน คือ ด้านการบริหารจัดการองค์กรและบุคลากร ด้านการบริหารจัดการการตลาดและลูกค้า ด้านบริหารจัดการการผลิตและการส่งเสริมการผลิต ด้านการบริหารจัดการด้านบัญชีและการเงิน ด้านบริหารจัดการปรับปรุงและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนสู่ชุมชนสู่ความยั่งยืน ซึ่งจะช่วยสร้างความพร้อมและเสริมศักยภาพในการดำรงอยู่ และเจริญเติบโตแก่วิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ โดยโครงการนี้จะให้ผลกระทบในการเพิ่มรายได้ และขยายโอกาสแก่ชุมชนและท้องถิ่นไปทั่วประเทศ
- ในปีงบประมาณ 2550 โครงการพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการ แผนปฏิบัติการงานส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น มีการดำเนินงานในการฝึกอบรมและให้คำปรึกษาผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนครอบคลุมทั่วประเทศรวม 2,500 ราย โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ เพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะและประสบการณ์ด้านการเป็นผู้ประกอบการ และด้านการบริหารจัดการแก่ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่นใน 5 ด้าน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจ ช่วยพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนและผู้เกี่ยวข้องในหลายด้าน ได้แก่ ผู้ประกอบการและบุคลากรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบมาตรฐานการจัดการวิสาหกิจชุมชน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในกิจการได้ ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการสามารถจัดทำระบบมาตรฐานการจัดการวิสาหกิจชุมชน มีความพร้อมเพื่อขอรับการประเมินตามเกณฑ์ และผ่านการประเมินเมื่อสิ้นสุดโครงการ และผู้ประกอบการมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการมากขึ้น ทำให้การดำเนินงานโครงการต้องอาศัยบุคคลทั้งในภาคราชการ อาทิ สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ภาคการศึกษา อาทิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ตลอดจนที่ปรึกษาเอกชน บริษัท เอ็น พี ชินดัง ที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันตั้งแต่การวางแผน การพัฒนาเครื่องมือและเอกสาร การคัดเลือกผู้ประกอบการ การประเมินศักยภาพผู้ประกอบการ การฝึกอบรมให้ความรู้และสร้างความเข้าใจ การให้คำปรึกษาผู้ประกอบการ การติดตามความก้าวหน้าและผลงาน และการรายงานผล
- ในส่วนของมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในการถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจ และให้คำปรึกษาในการพัฒนาผู้ประกอบการในพื้นที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 4 ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดอุดรธานี หนองคาย เลย และหนองบัวลำภู รวมผู้ประกอบการ 86 ราย ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 5 ประกอบด้วยจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด และสกลนคร รวมผู้ประกอบการ 323 ราย ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 7 ประกอบด้วยจังหวัดอุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ รวมผู้ประกอบการ 106 ราย กรุงเทพมหานคร มีผู้ประกอบการจำนวน 43 ราย โดยมียอดผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 558 ราย โดยมหาลัยราชภัฏสวนดุสิต ทำการฝึกอบราผู้ประกอบการเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจในทุกจังหวัด อย่างน้อยจังหวัดละ 1 ครั้ง รวมการฝึกอบรมทั้งสิ้น 16 ครั้ง ส่วนผู้ประกอบการที่ไม่เข้าร่วมการฝึกอบรมตามที่จัดขึ้น ทางสถาบันได้ส่งวิทยากรที่ปรึกษาเข้าพื้นที่เพื่อให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการควบคู่กับการให้คำปรึกษาในการจัดระบบบริหารจัดการทั้ง 5 ด้าน จึงมีผู้ผ่านการฝึกอบรมทั้งสิ้น 558 ราย คิดเป็นอัตราส่วนรวมร้อยละ 100 ของผู้ประกอบการที่ร่วมโครงการ โดยมีค่าเฉลี่ยคะแนนการประเมินความรู้ภายหลังการฝึกอบรมที่ร้อยละ 90.43 และความพึงพอใจในการฝึกอบรมร้อยละ 88.53
- นอกจากนี้มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตในฐานะที่ปรึกษาได้คัดเลือก วางแผน และส่งทีมที่ปรึกษาที่มีความรู้ประสบการณ์ และความชำนาญในการให้คำปรึกษา แนะนำ และพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนเข้าไปพบปะ ขอข้อมูล สังเกต และแนะนำการบริหารจัดการแก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนที่ร่วมโครงการโดยการเข้าไปพบกับผู้ประกอบการหรือผู้แทนของวิสาหกิจชุมชน ณ สถานประกอบการแต่ละแห่งอย่างน้อย 1 ครั้ง ขณะเดียวกันก็ได้จัด Clinic เพื่อให้ความรู้ แนะนำ และแก้ปัญหาในการเตรียมตัวจัดทำเอกสารแก่ผู้ประกอบการในเรื่องการตลาดและลูกค้า การบัญชีและการเงิน การวางแผนธุรกิจและการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนสู่ความยั่งยืน ซึ่งจะดำเนินงานตามความต้องการและปัญหาที่พบระหว่างการให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ โดยมีจำนวนชั่วโมงในการให้คำปรึกษาทั้งสิ้น 10,507 ชั่วโมง คิดเป็นค่าเฉลี่ย 18.52 ชั่วโมง/ สถานประกอบการ ผู้ประกอบการได้รับคะแนนเฉลี่ยจากการประเมินเท่ากับร้อยละ 63 โดย
- หมวดที่ 1 ด้านการบริหารจัดการองค์กรและบุคลากร มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 63
- หมวดที่ 2 ด้านการบริหารจัดการด้านการตลาดและลูกค้า มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 64
- หมวดที่ 3 ด้านการบริหารจัดการด้านผลิตและการส่งเสริมการผลิต มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 66
- หมวดที่ 4 ด้านการบริหารจัดการด้านบัญชีและการเงิน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 58
- หมวดที่ 5 ด้านการบริหารการปรับปรุงและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนสูความยั่งยืน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 62
- โดยที่การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตในฐานะที่ปรึกษาในการฝึกอบรมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการในแต่ละพื้นที่ มีระยะเวลารวม 8 เดือน ตั้งแต่ เดือน กรกฎาคม 2550 ถึง เดือนมีนาคม 2551 จึงต้องอาศัยที่ปรึกษาที่มีความชำนาญในแต่ละพื้นที่เข้าร่วมดำเนินงานกับทีมที่ปรึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ซึ่งในการดำเนินงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากคณะที่ปรึกษาจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ได้แก่ มหาวิทยาลัยวงษ์เชาวลิตกุล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตได้ส่งตัวแทนของสถาบันไปเป็นผู้ประสานงานและติดตามความก้าวหน้าของโครงการอย่างใกล้ชิดในแต่ละศูนย์ภาคอีกด้วย
- 11.2 อภิปรายผลการดำเนินงานโครงการ
- จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าโครงการพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการ แผนปฏิบัติการงานส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น (OTOP) ปีงบประมาณ 2550 ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นโครงการสำคัญที่การปูพื้นฐานและสร้างความเข้มแข็งให้กับวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญที่ช่วยยึดเหนี่ยวชุมชนและรองรับต่อการเติบโตและการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะถ้ามุ่งการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็งและมีภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งเป็นแก่นแท้ของการพัฒนาอย่างยั่งยืนแล้ว การส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนจึงเป็นงานหลักที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคราชการในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และท้องถิ่น ประกอบกับสถาบันการศึกษาซึ่งเป็นศูนย์กลางความรู้ภูมิปัญญา และความเชี่ยวชาญในการขับเคลื่อนการพัฒนาตามแบบเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge Base Economy) ที่ต่างต้องประสานนโยบาย การดำเนินงาน และการจัดการความรู้ให้ก่อประโยชน์แก่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถ้าพิจารณาจากมิตินี้จะเห็นได้ว่าโครงการพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการฯ มีการวางแผนและดำเนินงานอย่างเหมาะสมและถูกทิศทาง โดยเฉพาะถ้าพิจารณาจากตัวชี้วัดทั้งในด้านความรู้ที่ผู้ประกอบการผู้ประกอบการได้รับจากการฝึกอบรม ระดับคะแนนการประเมินศักยภาพเอกสารการดำเนินงาน และความพึงพอใจของผู้ร่วมโครงการ
- อย่างไรก็ดี ถึงแม้ในภาพรวมของโครงการณ สามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามที่กำหนด แต่ในทางปฏิบัติการดำเนินงานโครงการก็มิได้เป็นไปตามที่วางแผนไว้ทั้งหมด โดยผู้เกี่ยวข้องทั้งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต บริษัท เอ็น พี ชินดัง และผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ ต้องแก้ปัญหาและปรับการทำงานให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในแต่ละพื้นที่และช่วงเวลา โดยเฉพาะจำนวนและศักยภาพของประสานงาน และการตัดสินใจแก้ปัญหาที่สอดคล้องกันเป็นระบบ
- 11.3 ข้อเสนอแนะ
- โครงการพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการ แผนปฏิบัติการงานส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น (OTOP) ปีงบประมาณ 2550 ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญในการพัฒนาศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาความเข้มแข็งและความยั่งยืนแก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ จึงสมควรให้มีการดำเนินการต่อเนื่องเป็นระบบเพื่อที่จะสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและผลกระทบที่เป็นบวกต่อสังคมในวงกว้าง ซึ่งที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตมีข้อเสนอแนะในการดำเนินการดังต่อไปนี้
- 1. จัดทำยุทธศาสตร์และแผนแม่บทในการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนในโครงการ มจก. อย่างต่อเนื่องโดยบูรณาการทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ สถานบันการศึกษา และผู้ประกอบการ
- 2. สร้างความเข้าใจ และเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ และการดำเนินงานโครงการ มจก. เข้ากับโครงการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน
- 3. เตรียมความพร้อมของระบบการพัฒนาผู้ประกอบการ มจก. ให้เชื่อมโยงและขับดันการพัฒนาให้เกิดเป็นรูปธรรม
- 4. สร้างระบบและฐานข้อมูลการพัฒนาวิสาหกิจในโครงการ มจก.
|