มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
จาก SSM Wiki
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
- ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่เผชิญผลกระทบจากวิกฤตการณ์การเงินครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 8 ทศวรรษ อันส่งผลให้กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วทั้งสหรัฐฯ ยูโรโซน และญี่ปุ่น เดินเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง และนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ภูมิภาคหลักทั้งสามนี้ประสบกับภาวะถดถอยพร้อมกัน ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Economies) ที่เคยมีการเจริญเติบโตสูงอย่างโดดเด่นและเป็นที่คาดหวังว่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในภาวะที่กลุ่มภูมิภาคของโลกมีปัญหานั้น กลับไม่สามารถแสดงบทบาทดังที่คาด เห็นได้จากเครื่องชี้เศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่ทยอยประกาศออกมาสะท้อนการชะลอตัวอย่างชัดเจน ขณะที่การส่งออกของไทยไปยังตลาดใหม่เหล่านี้ส่วนใหญ่ชะลอตัวลงเช่นกัน
- ในด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบรุนแรงจากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้เมื่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งสร้างรายได้และการจ้างงานหลักของเศรษฐกิจไทยประสบปัญหาหนัก กระแสการลดกำลังการผลิต การจ้างงาน รวมถึงค่าจ้างค่าตอบแทนของพนักงานในหลายธุรกิจ จึงส่งผลกระทบต่อแนวโน้มรายได้และการใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยตรง ขณะเดียวกัน ภาวะการลงทุนของภาคธุรกิจมีแนวโน้มชะลอตัว จากปัญหาในตัวของธุรกิจเองที่เผชิญภาวะผลประกอบการและสภาพคล่องทางการเงินที่อ่อนแอลง อีกทั้งนักลงทุนต่างชาติอาจยังคงรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ทางการเมืองของไทย ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนจากภาคเอกชนยิ่งอ่อนกำลังลงไปทุกขณะ
- ภายใต้สถานการณ์ปัญหาที่รุมเร้ารอบด้านนี้ รัฐบาลได้มีมาตรการออกมาหลายโครงการด้วยกัน เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบของภาคธุรกิจที่ประสบปัญหา รวมทั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้เกิดการหมุนเวียนของการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์ถึงนโยบายภาครัฐ ผ่านมาตรการทางเศรษฐกิจที่ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้ว และผลต่อธุรกิจเอสเอ็มอีในปี 2552 โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดแรก ... งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม วงเงิน 116,700 ล้านบาท
- รัฐบาลได้จัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2552 โดยปรับปรุงวงเงินเป็น 116,700 ล้านบาท มีโครงการดำเนินการทั้งสิ้น 16 โครงการ ในจำนวนนี้ โครงการที่ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีได้รับประโยชน์โดยตรง ได้แก่
- 1.โครงการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม วงเงิน 500 ล้านบาท (อุตสาหกรรมอาหารและเอสเอ็มอีในภาคอุตสาหกรรมน่าจะได้รับประโยชน์)
- 2.โครงการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว วงเงิน 1,000 ล้านบาท (ธุรกิจโรงแรมและที่พักในจังหวัดท่องเที่ยวน่าจะได้ประโยชน์)
- 3.โครงการจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร วงเงิน 2,000 ล้านบาท (ภาคเกษตรกรรม และผู้รับเหมาก่อสร้างรายย่อยในท้องถิ่นน่าจะได้รับประโยชน์)
- 4.โครงการก่อสร้างทางในหมู่บ้านเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน วงเงิน 1,500 ล้านบาท (ผู้รับเหมาก่อสร้างรายย่อยในท้องถิ่นน่าจะได้รับประโยชน์)
- 5.โครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการจัดการน้ำ วงเงิน 760 ล้านบาท (ภาคเกษตรกรรม และผู้รับเหมาก่อสร้างรายย่อยในท้องถิ่นน่าจะได้รับประโยชน์)
- 6.โครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการตำรวจชั้นประทวน วงเงิน 1,808.8 ล้านบาท (ผู้รับเหมาก่อสร้างรายย่อยในท้องถิ่นน่าจะได้รับประโยชน์)
- 7.โครงการปรับปรุงสถานีอนามัย วงเงิน 1,095.8 ล้านบาท (ผู้รับเหมาก่อสร้างรายย่อยในท้องถิ่นน่าจะได้รับประโยชน์)
- (ประเมินมูลค่างานโครงการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและงานก่อสร้างในท้องถิ่นรวมทั้งสิ้นประมาณ 7,164.6 ล้านบาท)
- สำหรับโครงการอื่นๆ นั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสาขาสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการ อาจจะได้ประโยชน์ทางอ้อมจากโครงการลดรายได้ เพิ่มรายจ่าย ผ่านมาตรการลดภาระค่าครองชีพและให้เงินช่วยเหลือค่าครองชีพแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้ใช้แรงงาน รวมทั้งโครงการเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งน่าจะช่วยให้ผู้บริโภคที่ได้รับความช่วยเหลือมีเงินกลับเข้ามาใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคได้เพิ่มขึ้น ส่วนโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (โครงการเอสเอ็มแอลเดิม) น่าจะทำให้มีเม็ดเงินไหลเวียนไปสู่ผู้ผลิตสินค้าวัตถุดิบที่จำเป็นในการนำมาผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งประเมินวงเงินความช่วยเหลือทั้งหมดรวมทั้งสิ้นประมาณ 87,000 ล้านบาท
มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
- รัฐบาลได้เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยมาตรการภาษีที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอี ได้แก่ มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ และสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และวิสาหกิจชุมชน โดยสาระสำคัญคือ
- 1.ขยายวงเงินได้พึงประเมินขั้นต่ำสำหรับประชาชนที่มีเงินได้ประเภทอื่น ๆ นอกจากเงินเดือน ที่ต้องคำนวณภาษีในอัตราร้อยละ 0.5 จาก 60,000 บาท เป็น 1,000,000 บาท ดังนั้น ผู้ที่มีเงินได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนประจำ เช่น หาบเร่แผงลอย ผู้ประกอบการขนาดย่อม ที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 1,000,000 บาท จะไม่ต้องจ่ายภาษี มาตรการนี้ครอบคลุมผู้ประกอบการที่จะได้รับประโยชน์ประมาณ 9.7 แสนคน โดยประเมินว่ารัฐจะสูญเสียรายได้ 1,400 ล้านบาท
- 2.การเพิ่มเพดานวงเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีสำหรับวิสาหกิจชุมชน จาก 1,200,000 บาทต่อปี เป็น 1,800,000 บาทต่อปี ทั้งนี้ สำหรับเงินได้ของวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับในปี พ.ศ. 2552 ถึง พ.ศ. 2553 มาตรการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อวิสาหกิจชุมชนที่มีอยู่ 58,000 แห่งทั่วประเทศ โดยประเมินว่ารัฐจะสูญเสียรายได้ 200 ล้านบาท
- 3.การสนับสนุนแหล่งเงินทุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผ่านธุรกิจร่วมลงทุน (Venture Capital: VC)
- 4.มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชนนี้ จะช่วยลดภาระภาษีให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอี ขณะเดียวกัน อาจจะกระตุ้นกิจกรรมธุรกิจร่วมลงทุน ซึ่งเป็นช่องทางสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในการเข้าถึงแหล่งทุนอีกรูปแบบหนึ่ง
- 5.มาตรการสินเชื่อเพื่อสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี
- นอกจากมาตรการด้านงบประมาณและมาตรการภาษีแล้ว รัฐบาลยังมีโครงการสินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการธนาคารประชาชนและสินเชื่อเพื่อรายย่อย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เพื่อสนับสนุนโครงการดูแลราคาสินค้าเกษตร ช่วยเหลือแรงงานและเศรษฐกิจชุมชน ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (ธสน. หรือ เอ็กซิมแบงก์) สำหรับปล่อยสินเชื่อในโครงการประกันการส่งออก และธนาคารธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว. หรือ เอสเอ็มอีแบงก์) เพื่อปล่อยสินเชื่อสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี เป็นต้น
- ทั้งนี้ โครงการสินเชื่อธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่เอสเอ็มอีจะได้ประโยชน์ ได้แก่
- 1.โครงการประกันการส่งออก 150,000 ล้านบาท ของธสน. ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปยังประเทศตลาดเกิดใหม่
- 2.โครงการสินเชื่อสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี ของธพว. วงเงิน 100,000 ล้านบาท ซึ่งธพว. จะมีบทบาทสำคัญในการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรน หรือซอฟท์โลน โดยปล่อยกู้ต่อให้กับธนาคารพาณิชย์ เพื่อสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี
- 3.โครงการประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี ของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย.วงเงิน 12,000 ล้านบาท
- 4.โครงการสินเชื่อและการสนับสนุนทางการเงินนำโดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของภาครัฐ น่าจะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอี ในภาวะที่สถาบันการเงินส่วนใหญ่เผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อต้องมีความระมัดระวังเพิ่มขึ้น
- ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลจะเผชิญข้อจำกัดที่สำคัญในด้านการขาดดุลงบประมาณ ทำให้ต้องจัดลำดับความสำคัญของการจัดสรรเงินงบประมาณที่มีอยู่ เพื่อใช้ในโครงการเร่งด่วนและแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามาเป็นอันดับแรก แต่ก็คาดหวังได้ว่ามาตรการทั้งหมดนี้นับเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยหล่อเลี้ยงสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ยังมีศักยภาพทางการตลาด แต่อาจมีอุปสรรคด้านแหล่งทุน ขณะเดียวกัน ก็จะช่วยประคองสถานะของเอสเอ็มอีที่กำลังประสบปัญหาให้ฝ่าพ้นปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าทั้งภายในและภายนอกประเทศอยู่ในขณะนี้
ข้อมูลประกอบ รายละเอียดมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี
- รัฐบาลเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งในส่วนของมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ และสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และวิสาหกิจชุมชน มีรายละเอียดดังนี้
- 1.1.1 การขยายวงเงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ต้องคำนวณภาษีในอัตราร้อยละ 0.5 จาก 60,000 บาท เป็น 1,000,000 บาท
- ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประชาชนที่มีเงินได้ประเภทอื่น ๆ นอกจากเงินเดือน ตั้งแต่ 60,000 บาท ขึ้นไป จะต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาคำนวณภาษี ในอัตราร้อยละ 0.5 ซึ่งเท่ากับมีภาษีที่ต้องชำระตั้งแต่ 300 บาท ขึ้นไป ซึ่งเมื่อเทียบกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่แล้ว จะเห็นว่าเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อย
- ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือค่าครองชีพให้แก่บุคคลกลุ่มนี้ จึงเห็นควรขยายวงเงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ต้องนำมาคำนวณภาษีในอัตราร้อยละ 0.5 ตามมาตรา 48 (2) จากที่ปัจจุบันกฎหมายกำหนดไว้ ให้คำนวณภาษีในอัตราร้อยละ 0.5 สำหรับเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ 60,000 บาท ขึ้นไป เป็นให้คำนวณภาษีในอัตราร้อยละ 0.5 สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เกินกว่า 1,000,000 บาท ขึ้นไป ซึ่งเท่ากับเป็นการขยายวงเงินภาษีขั้นต่ำที่ต้องชำระจาก 300 บาท ต่อปี เป็นที่เกินกว่า 5,000 บาท ต่อปี อนึ่ง หากคำนวณภาษีแล้วมีจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระไม่เกิน 5,000 บาท ให้คำนวณภาษีตามมาตรา 48(1)
- 1.1.2 การเพิ่มเพดานวงเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีสำหรับวิสาหกิจชุมชน จาก 1,200,000 บาท เป็น 1,800,000 บาท
- รัฐบาลได้มีนโยบายในการส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเศรษฐกิจพื้นฐานของสังคมชนบท โดยได้กำหนดให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้ ให้แก่ วิสาหกิจชุมชนที่มีเงินได้ไม่เกิน 1,200,000 บาท ต่อปี แต่หากวิสาหกิจชุมชนใดมีการเจริญเติบโต โดยมีรายได้เกิน 1,200,000 บาท ต่อปี วิสาหกิจชุมชนนั้นจะต้องเสียภาษีจากเงินได้ทั้งจำนวน
- อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 58,000 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งเพื่อเป็นรองรับวิสาหกิจชุมชนที่จะจัดตั้งเพิ่มขึ้นในอนาคต จึงเห็นควรยกเว้นภาษีเงินได้ให้วิสาหกิจชุมชนเพิ่มขึ้นเป็น 1,800,000 บาท ต่อปี ทั้งนี้ สำหรับเงินได้ของวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับในปี พ.ศ. 2552 ถึง พ.ศ. 2553
- 1.1.3 การสนับสนุนแหล่งเงินทุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผ่านธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital : VC)
- ธุรกิจเงินร่วมลงทุนถือเป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวที่ปลอดดอกเบี้ยของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนให้มีการประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุนมากขึ้น และเพื่อให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีคุณภาพและต้นทุนต่ำ จึงเห็นควรปรับปรุงกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีของธุรกิจเงินร่วมลงทุน ในประเด็นดังนี้
- (1) ขยายเวลาการขึ้นทะเบียนเป็นนิติบุคคลร่วมลงทุนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554
- (2) ปรับปรุงหลักเกณฑ์การลงทุนของธุรกิจเงินร่วมลงทุน ในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อให้ได้รับการเว้นภาษีในประเด็นดังนี้
- (2.1) ยกเลิกการกำหนดเงื่อนไขการลงทุนในปีแรก ที่กำหนดให้ธุรกิจเงินร่วมลงทุนต้องนำเงินไปลงทุนในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ส่วนการลงทุนในปีที่ 2,3 และ 4 นั้น ยังคงกำหนดเท่าเดิม กล่าวคือ ลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 40,60 และ 80 ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ตามลำดับ
- (2.2) ผ่อนปรนให้ ยังคงมีการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่ผลประโยชน์จากการโอนหุ้นของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ธุรกิจเงินร่วมลงทุนได้รับ เฉพาะกรณีที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ธุรกิจเงินร่วมลงทุนเข้าไปลงทุนมีสินทรัพย์ถาวรซึ่งไม่รวมที่ดิน เกิน 200 ล้านบาท หรือมีการจ้างแรงงานเกิน 200 คน ทั้งนี้ อันเนื่องมาจากการที่ธุรกิจเงินร่วมลงทุนสามารถนำวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้
- ธุรกิจเงินร่วมลงทุนถือเป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวที่ปลอดดอกเบี้ยของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนให้มีการประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุนมากขึ้น และเพื่อให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีคุณภาพและต้นทุนต่ำ จึงเห็นควรปรับปรุงกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีของธุรกิจเงินร่วมลงทุน ในประเด็นดังนี้
- 1.1.1 การขยายวงเงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ต้องคำนวณภาษีในอัตราร้อยละ 0.5 จาก 60,000 บาท เป็น 1,000,000 บาท
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย โดย : WebMaster วันที่ : 2/2/2552
