พูดคุย:Dubai World เลื่อนชำระหนี้

จาก SSM Wiki

ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

การประกาศยืดเวลาการชำระหนี้ของบริษัทดูไบเวิลด์ บริษัทลงทุนที่ถือหุ้นใหญ่โดยรัฐบาลดูไบและมีขนาดใหญ่ที่สุด 1 ใน 3 แห่งของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ถือเป็นการสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกเนื่องจากการเลื่อนชำระหนี้ออกไปอีก 6 เดือนจนถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2553 อาจกดดันเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจในภูมิภาคตะวันออกกลางและส่วนอื่นๆ ของโลกได้ และหากสถานการณ์รุนแรงอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เศรษฐกิจของหลายประเทศที่เพิ่งก้าวพ้นช่วงเลวร้ายที่สุดจากผลกระทบของวิกฤตการเงินโลกในช่วงที่ผ่านมาอาจต้องฟื้นตัวล่าช้าออกไป อย่างไรก็ตาม ท่าทีของธนาคารกลางยูเออีที่พร้อมจะช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่ธนาคารในประเทศรวมถึงธนาคารต่างชาติในยูเออี ที่อาจได้รับผลกระทบจากการเลื่อนการชำระหนี้ของดูไบเวิลด์ น่าจะช่วยลดความวิตกกังวลของนักลงทุนทั่วโลกลงได้ และน่าจะช่วยให้ผลกระทบอยู่ในวงจำกัด

สำหรับผลต่อการส่งออกของไทย ในระยะสั้น ความวิตกกังวลเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจของดูไบอาจจะกดดันให้การบริโภคในรัฐดูไบลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อการส่งออกสินค้าของไทยบางรายการ แต่ภาพรวมของการส่งออกไปยูเออีไม่น่าได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากสินค้าส่งออกของไทยกว่าร้อยละ 80 ที่ส่งออกจากไทยไปยังยูเออีเป็นการส่งออกต่อไปยังประเทศในตะวันออกกลาง ส่วนที่เหลือนั้นจะกระจายไปยังรัฐต่างๆ ของยูเออี โดยเฉพาะรัฐดูไบและรัฐอาบูดาบีที่มีรายได้ประชากรค่อนข้างสูงและยอมรับสินค้าจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หากผลกระทบด้านสภาพคล่องขยายวงกว้างออกไปจนกระทบต่อยูเออี รวมถึงตะวันออกกลางโดยรวม อาจจะทำให้ความต้องการสินค้าส่งออกของไทยมีแนวโน้มปรับตัวลดลงได้ ส่วนผลกระทบต่อการส่งออกโดยรวมของไทยไม่น่ามากนัก เนื่องจากการส่งออกของไทยไปยังยูเออีมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยราวร้อยละ 1.6 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย

ทั้งนี้ ยูเออีถือเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของไทยในตะวันออกกลางและถือเป็นตลาดเกิดใหม่อีกแห่งหนึ่งที่รัฐบาลไทยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเข้าไปเจาะตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะในรัฐดูไบซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการค้าของยูเออีรวมถึงภูมิภาคตะวันออกกลาง รัฐดูไบ เป็น 1 ใน 7 รัฐของประเทศสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ ซึ่งมีรายได้จากการส่งออกน้ำมันเพียงร้อยละ 3 ของรายได้ทั้งหมดของดูไบ ดังนั้นจึงต้องอาศัยการลงทุนจากต่างประเทศและการจัดทำโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่และหรูหราเพื่อพัฒนาประเทศให้กลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าและแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในภูมิภาคอ่าวอาหรับ จนส่งผลให้ดูไบเป็นรัฐที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ดูไบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่เป็นจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจ แต่ผลกระทบจากภาวะสินเชื่อตึงตัวและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในปี 2551 ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ของรัฐดูไบที่ร่วงลงอย่างหนัก และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของรัฐบาลดูไบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ ดัชนีราคาบ้านของดูไบในไตรมาส 3 ของปีนี้ลดลงถึงร้อยละ 47 (YoY) แม้ว่าจะปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 7 จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) นอกจากนี้การประกาศเลื่อนการชำระหนี้ของบริษัท Nakheel มูลค่า 3,520 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ครบกำหนดชำระในวันที่ 14 ธันวาคม 2552 ออกไปเป็นเดือนพฤษภาคม 2553 ส่งผลให้มีการคาดการณ์กันว่า ราคาอสังหาริมทรัพย์ในรัฐดูไบอาจจะปรับตัวลดลงอีกร้อยละ 20-30 ทั้งนี้ Nakheel ถือเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่เป็นบริษัทลูกของดูไบเวิลด์ ที่เป็นผู้ผลักดันให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ดูไบขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นเจ้าของโครงการขนาดใหญ่อย่างโครงการ The World Islands และโครงการ The Palm Islands 3 แห่งคือ The Palm Jumeirah, The Palm Jebel Ali และ The Palm Deira รวมถึงแผนการก่อสร้างตึกสูงที่สุดในโลกอย่าง Nakheel Tower นอกจากนี้บริษัท limitless ซึ่งเป็นบริษัทลูกอีกแห่งหนึ่งของดูไบเวิลด์ที่ลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศยังได้ประกาศเลื่อนการชำระหนี้ออกไปเช่นเดียวกัน อาจส่งผลให้ บริษัท limitless ต้องขายหุ้นในโครงการก่อสร้างในต่างประเทศหลายโครงการที่เข้าไปลงทุน ซึ่งอาจทำให้โครงการเหล่านี้ต้องหยุดชะงักหรือต้องเลื่อนการดำเนินการออกไป เนื่องจากต้องหาแหล่งเงินทุนใหม่

ผลกระทบต่อภาคส่งออกของธุรกิจเอสเอ็มอีไทย

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถือเป็นตลาดส่งออกสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้มูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หดตัวลงร้อยละ 17.0 จากปีก่อนที่ขยายตัวร้อยละ 33.2 เนื่องจากเศรษฐกิจยูเออีที่ชะลอลงจากผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่ถือว่ามูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังยูเออีหดตัวน้อยกว่ามูลค่าการส่งออกของไทยโดยรวมที่หดตัวลงร้อยละ 19.6 (YoY) ทั้งนี้สินค้าส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรกของไทยในยูเออีได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ ยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศ เครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ มีสัดส่วนการส่งออกรวมกันร้อยละ 36.9 ของมูลค่าการส่งออกรวมจากไทยไปยูเออี สินค้าส่งออกของไทยไปยูเออีส่วนใหญ่เป็นการส่งออกต่อถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ทำให้ยูเออีกลายเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าภายในภูมิภาคซึ่งการนำเข้าเพื่อการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 78.6 ของการส่งออกสินค้านอกภาคน้ำมันทั้งหมดของยูเออีในปี 2551 ดังนั้นผู้ประกอบการไทยบางส่วนจึงใช้รัฐดูไบเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าต่อไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคตะวันออกกลาง

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า การเลื่อนชำระหนี้ของบริษัทโฮลดิ้งยักษ์ใหญ่อย่างดูไบเวิลด์ซึ่งเป็นของรัฐบาลดูไบได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับทิศทางของเศรษฐกิจดูไบและอาจกดดันภาคการบริโภคของดูไบให้ชะลอตัว แต่อาจส่งผลกระทบโดยรวมต่อการส่งออกของเอสเอ็มอีไทยในตลาดยูเออีไม่มากนัก เนื่องจากปัญหาสภาพคล่องทางการเงินที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ยังคงกระจุกตัวอยู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของดูไบที่หดตัวลงนับตั้งแต่ต้นปี 2552 ที่ผ่านมา ในขณะที่ภาคธุรกิจอื่นโดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวของรัฐดูไบอาจจะได้อานิสงค์จากทิศทางเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวจนอาจจะทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวมากขึ้น นอกจากนี้รัฐบาลอาบูดาบี ซึ่งเป็นรัฐขนาดใหญ่และมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจสูงสุดของยูเอี แม้ว่าการที่อาบูดาบี เป็นผู้สนับสนุนทางการเงินที่สำคัญของดูไบ ย่อมจะส่งผลให้สถาบันการเงินของอาบูดาบีได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เศรษฐกิจจริงของอาบูดาบีที่ไม่ได้รับผลกระทบน่าจะทำให้เศรษฐกิจอาบูดาบีเติบโตต่อไปได้ ทำให้ความต้องการบริโภคของอาบูดาบียังสามารถรองรับสินค้าส่งออกจากไทยได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ในดูไบที่ต้องประสบภาวะซบเซาจากทั้งภาวะฟองสบู่ตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลก ทำให้ปริมาณอสังหาริมทรัพย์เหลืออยู่ค่อนข้างมาก ประกอบกับปัญหาการเงินในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน ถือเป็นปัจจัยลบที่อาจส่งผลให้เกิดปัญหาการว่างงานในภาคอสังหาริมทรัพย์ของดูไบเพิ่มขึ้นและกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคตามมา ทั้งนี้แรงงานส่วนใหญ่ของรัฐดูไบเป็นแรงงานชาวต่างชาติทั้งจากประเทศตะวันตก ประเทศอื่นในตะวันออกกลางและอินเดีย ซึ่งแรงงานเหล่านี้ถือเป็นผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ของสินค้าส่งออกไทยในตลาดยูเออี

ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในดูไบที่ลดลงอาจกดดันการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคให้อ่อนแรงลงซึ่งอาจจะทำให้การส่งออกสินค้าของไทยไปยังดูไบชะลอลงตามไปด้วย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอาทิอัญมณีและเครื่องประดับ และรถยนต์ รวมทั้งสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับภาคก่อสร้างและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เช่น เหล็กและเหล็กกล้า ปูนซีเมนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงของตกแต่งบ้าน อย่างไรก็ตาม กลุ่มสินค้าส่งออกของไทยที่ไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากการเลื่อนการชำระหนี้ของดูไบเวิลด์มากนักคือ สินค้าเกษตรและอาหาร ได้แก่ ข้าว น้ำตาลทราย และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เนื่องจากเป็นสินค้าจำเป็นและกำลังการผลิตในยูเออีไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค

  • โดยสรุป การประกาศเลื่อนการชำระหนี้ของบริษัทดูไบเวิลด์ ซึ่งถือหุ้นใหญ่โดยรัฐบาลดูไบออกไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2553 สะท้อนให้เห็นถึงสถานะทางการเงินที่อ่อนแอของรัฐบาลดูไบและอาจมีผลต่อความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจดูไบผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันที่อาจจะทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของรัฐดูไบต้องล่าช้าออกไป โดยในระยะสั้น ปัญหาทางการเงินในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในดูไบอาจทำให้ต้องมีการปรับลดการจ้างงานในภาคอสังหาริมทรัพย์ และอาจกดดันความเชื่อมั่นภาคการบริโภคของประชาชนดูไบให้อ่อนแรงลง ซึ่งจะทำให้ความต้องการสินค้าไทยในตลาดดูไบชะลอลงตามไปด้วย โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่จำเป็นและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ในดูไบ ขณะที่สินค้าส่งออกประเภทเกษตรและอาหารไม่น่าได้รับผลกระทบมากนัก อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยูเออีโดยรวมอาจไม่มากนัก เนื่องจากการส่งออกส่วนใหญ่เป็นการส่งออกต่อ (re-export) เพื่อกระจายไปยังส่วนอื่นๆ ในยูเออีและประเทศตะวันออกกลางอื่นๆ รวมถึงภูมิภาคแอฟริกาเหนือ ในฐานะที่ดูไบเป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าในภูมิภาค ขณะที่การส่งออกของไทยโดยรวมไม่น่าได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากสัดส่วนการส่งออกของไปยูเออียังค่อนข้างน้อย ราวร้อยละ 1.6 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย

นอกจากนี้ ปัญหาทางการเงินของดูไบในครั้งนี้ยังน่าจะจำกัดอยู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของดูไบ ในขณะที่ภาคธุรกิจอื่นๆ ที่สำคัญ อาทิ การท่องเที่ยว บริการด้านสุขภาพ และการศึกษา คาดว่ามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากได้รับอานิสงค์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหลังจากได้ผ่านพ้นจากช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่สุดไปแล้วและคาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นในปี 2553 ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยควรหันไปเจาะตลาดสินค้าในรัฐอาบูดาบีเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐอาบูดาบีมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงที่สุดในประเทศและยังคงมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ธุรกิจส่งออกเอสเอ็มอีไทยยังคงต้องติดตามถึงผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของสถาบันการเงินเจ้าหนี้หลากหลายสัญชาติ โดยเฉพาะสถาบันการเงินของยุโรป ต่อกรณีปัญหาการชำระหนี้ของธุรกิจดูไบในขณะนี้ นอกจากนี้ยังต้องจับตาว่าภาวะฟองสบู่แตกในภาคอสังหาริมทรัพย์ของดูไบว่าจะลุกลามไปยังประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่รายอื่นๆ อีกหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นตลาดส่งออกของธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยเช่นกัน

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทย Mon, December 7, 2009 1:49:40 PM

เครื่องมือส่วนตัว