พูดคุย:CoPs ICT IPC2

จาก SSM Wiki

ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

เอ๊ะ เอ๊ะ' แล้ว air card คืออะไรล่ะ วันที่ 2 กค.52 เสวนากันไปเรียบร้อยแล้ว รบกวนผู้กล้าช่วยเล่าให้ฟังด้วยน๊ะค๊ะ

อ้าว !!! คนในชุมชนช่วยกันสานต่องานกันหน่อยสิจ๊ะ ทำไมเงียบเฉียบไปเลย แต่แอบก็แอบเห็น ทุกคนตั้งใจทำงานกันมากๆ แต่ไม่ค่อยพูดคุยผ่านเว๊ปเลยน๊า

เนื้อหา

NutshellMail l เช็กทุกเมลในเมลเดียว

อย่าเพิ่งเบื่อที่เราจะแนะนำอีกหนึ่งบริการที่เกี่ยวกับการเพิ่มขีดจำกัดและศักยภาพในการ "ใช้อีเมล" ของคุณ ก็เพราะเหตุผลที่ตัวคุณเองก็ทราบดีอยู่แล้วว่า "อีเมล" เป็นศูนย์กลางของทุกๆ กิจกรรมในโลกดิจิตอล ทั้งการยืนยันตัวตนเมื่อสมัครสมาชิกเว็บไซต์ต่างๆ การติดต่อสื่อสาร การซื้อสินค้าออนไลน์ ทั้งหมดล้วนแต่ต้องมีอีเมลเป็นเส้นทางหลักในการติดต่อสื่อสารทั้งสิ้น

ลองคำนวณกันเล่นๆ ว่า ตั้งแต่เปิดคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศ กิจกรรมอย่างแรกที่ต้องทำกันก็คือ "เช็กอีเมล" สมมติให้โดยเฉลี่ย 1 อีเมล ใช้เวลาเช็ก 3 นาที (ไม่รวมตอบกลับ) จากนั้นก็ลองถามตัวคุณเองว่าคุณมีอีเมลที่ไหนบ้าง ไล่ไปตั้งแต่ เมลบริษัท ฟรีอีเมล (ยาฮูเมล (Yahoo! Mail),จีเมล (Gmail),ฮอตเมล (Hotmail) ฯลฯ) กว่าจะครบทุกเมลก็ล่วงเลยเวลาไปกว่าครึ่งค่อนชั่วโมง นั่นก็เพราะต้องมีการเข้าสู่ระบบอีเมลซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งยังต้องไล่ดูอีเมลทั้งสำคัญและไม่สำคัญนั่นเอง

ดังนั้นถ้าคุณสามารถมีผู้ที่ทำให้อีเมลจากทุกผู้ให้บริการมาผูกรวมกัน แล้วเช็กจากหน้าเว็บไซต์เว็บเดียวได้ล่ะจะสะดวกโยธินแค่ไหน? วันนี้เราขอเสิร์ฟความสบายนั้นให้คุณถึงที่ ด้วยบริการของ "NutshellMail"


NutshellMail คือ เว็บไซต์ที่ให้บริการสรุปหัวข้อและอ่านเมลของทุกอีเมล ทั้งฟรีอีเมล (อาทิ ยาฮูเมล (Yahoo! Mail),จีเมล (Gmail),ฮอตเมล (Hotmail)) รวมถึงเมลของบริษัทด้วย นอกจากนี้ยังเปิดให้คุณได้อัปเดตข้อความที่เพื่อนๆ ฝากไว้ให้คุณในเว็บเครือข่ายทางสังคมออนไลน์ชื่อดัง (อาทิ เฟสบุ๊ก (Facebook), มายสเปซ (MySpace), ทวิตเตอร์ (twitter)) ได้ โดยทั้งหมดทั้งปวงนี้จะแสดงผลอยู่ภายในอีเมลฉบับเดียว! และคุณเองสามารถกำหนดให้มันส่งมาเตือนคุณวันละกี่รอบ/สัปดาห์ก็ได้ ที่สำคัญคือฟรี ใช้งานง่ายแค่ตั้งค่าครั้งเดียว และปลอดภัย ทั้งนี้ก็เพื่อการประหยัดเวลา และสร้างประสิทธิผลสูงสุดในการทำงานนั่นเอง

ก่อนอื่นต้องเรียนให้ทราบว่าความสามารถและวัตถุประสงค์ของ NutshellMail นั้นแตกต่างจากความสามารถในการนำอีเมลจากที่ต่างมารวมในอีเมลเดียว (Import Email) เพราะ NutshellMail เน้นการช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการตรวจสอบอีเมลใหม่ๆ และเลือกอ่านและตอบเฉพาะอีเมลที่สำคัญเป็นอันดับแรกได้ (โดยการกดปุ่ม Get) แต่ถ้าเป็นการ Import Email ทุกเมลจากที่ต่างๆ ก็จะนำมารวมกันที่กล่องเมลเดียว ทำให้คุณต้องเลือกอ่านทั้งหมดอยู่ดี

ลักษณะการเปิดอ่านอีเมล จะแตกต่างจากการอ่านหนังสือ เพราะเราสามารถตัดสินจากหัวข้อของอีเมลได้ว่าเนื้อหาภายในจะเกี่ยวกับอะไร โดยไม่ต้องเปิดเพื่ออ่านเนื้่อหาทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องงาน พนักงานบริษัททุกคนถูกฝึกฝนให้ตั้งหัวข้ออีเมลที่ชัดเจน และสื่อถึงเนื้อหาที่อยู่ภายใน เพื่อการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกวันที่เร่งรีบ นอกจากนี้จากหัวข้อของอีเมล ก็ยังทำให้เราสามารถแยกแยะอีเมลสำคัญ และไม่สำคัญออกจากกันได้ เช่น ถ้าอีเมลไหนขึ้นต้นด้วย FW ก็แปลว่าเราสามารถใช้เวลาที่นอกเหนือจากเวลางานในการเช็กอีเมลฟอร์เวิร์ดนี้ในภายหลังได้

ที่มาและดูข้อมูลเพิ่มเติม http://www.manager.co.th/cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9520000077794

เอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟ ผนึกกำลังป้องลูกค้าจาก SMS กวนใจ

ผู้บริหารจาก 3 ค่ายมือถือ ประกอบด้วย นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการตลาด เอไอเอส นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงานพาณิชย์ ดีแทค และ นายสุภกิจ วรรธนะดิษฐ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการพาณิชย์ ทรูมูฟ ร่วมเปิดเผยความร่วมมือในการปกป้องลูกค้าจาก Spam SMS ครั้งแรกของประเทศไทย ด้วยเงินลงทุนกว่า 30 ล้านบาท มั่นใจกรอง Spam SMS ได้มากกว่า 90%

โอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ค่ายกล่าวว่าโดยพื้นฐานของบริการ SMS นั้นเป็นบริการที่มุ่งให้ประโยชน์ต่อผู้ใช้เพื่อให้ได้รับการสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่ภายหลังเมื่อมีการใช้งานแพร่หลายมากขึ้นจึงมีผู้ใช้ SMS ผิดจุดประสงค์จนก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ อีกทั้งเป็นการส่งผ่านระบบการส่ง SMS จำนวนมาก (Bulk SMS) ผ่านเครือข่ายของโอเปอเรเตอร์ทุกราย ทำให้ลูกค้าทุกโอเปอเรเตอร์ได้รับข้อความที่ไม่เกี่ยวข้องหรือตรงกับความต้องการ ทั้งนี้ที่ผ่านมาลูกค้าสามารถแจ้งให้โอเปอเรเตอร์ของตนบล็อค Spam SMS หรือข้อความโฆษณาเหล่านั้นได้หากเป็นการส่งจากระบบที่ลูกค้าใช้อยู่ แต่หากเป็นการส่งข้ามมาจากระบบอื่นยังไม่สามารถบล็อคได้

ดังนั้นเกือบ 1 ปีที่ผ่านมาทั้ง 3 โอเปอเรเตอร์จึงได้ทำงานร่วมกันโดยมีจุดประสงค์ที่จะกำหนดแนวทางการกำกับดูแลและพัฒนาระบบเพื่อควบคุมปัญหาดังกล่าว และได้ลงทุนรวมกว่า 30 ล้านบาท พัฒนาซอฟต์แวร์ Anti-spam SMS เพื่อสร้างระบบบล็อคการส่ง Spam SMS ข้ามเครือข่าย ซึ่งจะช่วยกรอง Spam SMS เหล่านั้นได้มากกว่า 90% ลูกค้าของทั้ง 3 โอเปอเรเตอร์ ที่ได้รับความเดือดร้อนรำคาญจาก Spam SMS สามารถโทรแจ้งยกเลิกบริการได้ที่ Call Center ของผู้ให้บริการของแต่ละค่าย คือ AIS Call Center 1175, dtac Call Center 1678 และ TrueMove Care 1331 โดยเมื่อลูกค้าโทรแจ้งให้บล็อค Spam SMS กับ Call Center ของโอเปอเรเตอร์ตัวเองก็จะสามารถบล็อค Spam SMS ที่ส่งจากทั้ง 3 เครือข่ายได้ในคราวเดียวกัน โดยระบบการบล็อคของทุกค่ายจะเริ่มใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

ความร่วมมือของทั้ง 3 โอเปอเรเตอร์ในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันดูแลและปกป้องสิทธิของลูกค้า ทั้งนี้ เอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ หวังว่าจะได้รับความร่วมมือเช่นเดียวกันนี้จากโอเปอเรเตอร์รายอื่นๆ เพื่อสามารถปกป้องลูกค้าจาก Spam SMS ได้อย่างสมบูรณ์แบบต่อไปในอนาคต เพื่อให้ SMS เป็นช่องทางการสื่อสารที่ให้ประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการอย่างแท้จริง. กรุงเทพฯ--10 ส.ค.--เอไอเอส http://www.ryt9.com/s/prg/625178/

ก.ไอซีที ผนึกกำลังหน่วยงานรัฐพัฒนาเว็บไซต์ฯ ให้เป็นมาตรฐานสากล

นายสือ ล้ออุทัย ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการพัฒนาสังคมแห่งความเท่าเทียมด้วย ICT ว่า กระทรวงฯ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ 3 หน่วยงานภาครัฐ คือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งการลงนามในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำรูปแบบมาตรฐานการพัฒนาเว็บไซต์ที่ทุกคนเข้าถึงได้พร้อมทั้งสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเผยแพร่แนวทางการจัดทำเว็บไซต์ที่ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ ข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศและการสื่อสารได้ ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐ ได้ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นเว็บไซต์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ตามมาตรฐานการพัฒนาเว็บไซต์สากล WCAG “ปัจจุบันการเข้าถึงแหล่งข้อมูล องค์ความรู้ ข่าวสาร และการรับบริการจากภาครัฐของประชาชนส่วนใหญ่นิยมค้นคว้าและเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆ ผ่านช่องทางเว็บไซต์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนพิการ คนตาบอดที่ต้องการเข้าถึงข้อมูล องค์ความรู้ จึงจำเป็นต้องอาศัยช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลที่สะดวกและรวดเร็ว ดังนั้น การพัฒนาเว็บไซต์ให้ทุกคนเข้าถึงได้ จึงนับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ และการสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคม” นายสือ กล่าว

นางทรงพร โกมลสุรเดช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้รับผิดชอบโครงการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงฯ มีหน้าที่ผลักดันให้ทุกคนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ และบริการต่างๆ ของภาครัฐผ่านทางเว็บไซต์ โดยพยายามเพิ่มจำนวนเว็บไซต์ของหน่วยงานภาครัฐให้สามารถรองรับการใช้งานของกลุ่มคนพิการ โดยเฉพาะกลุ่มคนตาบอด ซึ่งต้องอาศัยการออกแบบเว็บไซต์ ที่เป็นสากล เรียกว่า Universal Design ซึ่งเป็นการออกแบบเว็บไซต์ให้สามารถใช้ได้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนปกติ คนพิการ หรือ ผู้สูงอายุ ดังนั้น จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาสังคมแห่งความเท่าเทียมด้วย ICT ขึ้น เพื่อดำเนินกิจกรรมการจัดทำเว็บไซต์ของหน่วยงานภาครัฐให้เป็นเว็บไซต์ที่ทุกคนเข้าถึงได้

สำหรับการดำเนินงานโครงการฯ ปี 2552 นี้ มีเป้าหมายจะจัดทำเว็บไซต์ให้กับหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 3 หน่วยงาน โดยทำการคัดเลือกจากผลการศึกษาความต้องการและความพร้อมของหน่วยงานภาครัฐที่ได้ทำไว้ในปี 2551 มาพิจารณาคัดเลือกหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมโครงการพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นเว็บไซต์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ พร้อมทั้งจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกระทรวงไอซีที โดยหน่วยงานภาครัฐที่ได้รับการคัดเลือกทั้ง 3 หน่วยงานนี้ คือ 1.สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 2. ส่วนส่งเสริมการผลิตสื่อการศึกษาเพื่อคนพิการ ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการและ 3. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งทั้ง 3 หน่วยงานดังกล่าว นับว่าเป็นหน่วยงานที่ทำให้กลุ่มคนพิการได้รับประโยชน์จากการใช้งานเว็บไซต์โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของข่าวสาร ข้อมูล ความรู้ หรือการขอรับบริการอื่นๆ ข้อมุลกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร http://www.mict.go.th

10 โปรแกรมสามัญประจำ NetBook ((ต้องลอง!!!))

เมื่อพูดถึงคอมพิวเตอร์พกพาที่มีขนาดเล็กกว่าเครื่องแลปทอปทั่วไป ณ วันนี้ คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักกับ NetBook หรือ Mini NoteBook นิยามใหม่ของคอมพิวเตอร์บนฝ่ามือ ซึ่งล่าสุดนั้นโน้ตบุ๊กจิ๋วเหล่านี้ก็ถูกเสริมกำลังด้วยชิปประมวลผล Intel Atom เพื่อให้มีศักยภาพในการรองรับงานต่างๆ ได้มากขึ้น

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม แม้เหล่าสมองกลบนฝ่ามือจะมีชิปตัวใหม่มาคอยขับเคลื่อน แต่บรรดาโปรแกรมต่างๆ ที่ผู้ใช้นำมาติดตั้งลงในเครื่อง ล้วนเป็นโปรแกรมที่รันอยู่บนเครื่องพีซี หรือไม่ก็โน้ตบุ๊กทั่วไปแทบทั้งสิ้น ซึ่งส่งผลร้ายกับโน้ตบุ๊กจิ๋วพวกนี้อย่างมาก เพราะมันต้องแบบรับภาระหนักจากโปรแกรมเหล่านี้ และเพื่อให้ทุกท่านที่มี NetBook ได้สัมผัสกับความเร็วในการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ผมมีโปรแกรมสำหรับโน้ตบุ๊กจิ๋วนี้มาฝากกัน 10 โปรแกรมครับ และที่สำคัญเป็นฟรีแวร์ครับ นั่นก็คือ สามารถใช้งานได้เต็มรูปแบบ ไม่ต้องเสียเงินแม้แต่แดงเดียว ถ้าไม่รีบหามาติดตั้งระวังจะเสียใจครับ อิอิ (*-*)/

1. Ubuntu Netbook Remix

2. OpenOffice 3.0

3. Foxit Reader 3.0

4. FireFox

5. VLC Media Player

6. 7-Zip

7. JkDefrag Portable

8. InfraRecorder Portable

9. Cornice Portable

10. ClamWin Portable

ที่มา http://www.arip.co.th/articles.php?id=407316&page=1

Speed UP!! เครื่องแรงได้ แบบไม่เสียตังค์สักบาท!

เป็นเรื่องปกติที่ไม่ว่าใครต่างก็อยากให้เครื่องคอมพ์ของตัวเองทำงานได้อย่างรวดเร็ว-ราบรื่นไปพร้อมๆ กัน เพื่อตอบสนองการใช้งานในด้านต่างๆ ซึ่งทุกวันนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการโหลดบิตทอเร้นต์และการดาวน์โหลดไฟล์หรือข้อมูลต่างๆ จากบนเว็บไซต์ ไม่ก็ใช้งานโปรแกรมได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น เพราะเวลาแต่ละวินาทีนั้นแสนมีค่า จะให้มานั่งทนดาวน์โหลดไฟล์แค่ไม่กี่สิบกี่ร้อยเมกะไบต์กันเป็นวันๆ ก็คงไม่มีใครเล่นด้วยแน่ เพราะไหนๆ เราก็ลงทุนติดตั้งไฮสปีดอินเทอร์เน็ตที่ไวกว่าโมเด็ม 56K เกลอเก่าในอดีต ทั้งยังอัพเกรดเครื่องกันไปแล้วจนกระเป๋าแทบฟีบ

แต่ถึงแบบนั้นก็คงมีอยู่บ้างใช่ไหมครับที่คุณอาจรู้สึกว่าผลที่ได้รับตอบกลับมานั้นยังไม่ค่อยน่าพอใจสักเท่าไรนัก เป็นต้นว่าจู่ๆ วินโดวส์กลับทำงานได้อืดลงเรื่อยๆ จนเปิดดูข้อมูลในโฟลเดอร์ได้ช้ากว่าที่เคยเป็น หรือความเร็วในการสูบไฟล์ทอเร้นต์ตกฮวบลงมาเอาดื้อๆ ซึ่งบางทีก็อาจเป็นปัญหาทางเทคนิคอย่างชุมสายมีปัญหา หรือไม่อย่างนั้นก็อาจเป็นปัญหาที่มาจากวินโดวส์ของคุณเองเข้าก็ได้ (แต่ไม่ได้หมายความว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเสียหรอกนะครับ) ซึ่งถ้าเป็นปัญหาอย่างหลังนี้ละก็ คอมพิวเตอร์ทูเดย์ฉบับนี้มีวิธีเสริมพลังเด็ดๆ มาแนะนำให้คุณสำหรับพาวเวอร์อัพวินโดวส์เอ็กซ์พี ให้แรงเร็วแบบไร้สะดุดสำหรับการใช้งานโดยเฉพาะเลยครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.arip.co.th/articles.php?id=407309

Speed up by Disable เร่งเครื่องให้เต็มที่ ด้วยวิธีพอเพียง

ปัญหาเครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้านั้นผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่หลายๆ คนต้องเคยเจออย่างแน่นอน หรืออาจจะกำลังเจอกันอยู่ หลังจากที่เพิ่งฟอร์แมตเครื่องไปเมื่อปีใหม่ที่ผ่านมาแค่เดือนเดียวเท่านั้นเอง ปัญหานี้ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการวินโดวส์ซะด้วย นั่นเพราะว่าวินโดวส์ไม่ดีหรือว่าเราไม่ไม่เข้าใจมันกันแน่นะ?

ความอืดที่แลกมาเพื่อความสะดวก จริงๆ แล้วระบบปฏิบัติการทุกตัวก็คงไม่ได้แตกต่างกันมากในเรื่องของประสิทธิภาพหรอกครับ เพราะมันก็เป็นซอฟต์แวร์เหมือนๆ กัน มันขึ้นอยู่กับว่าซอฟต์แวร์นั้นถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างไร และให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลอะไรบ้างเท่านั้นเอง และระบบปฏิบัติการวินโดวส์ก็เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับระบบปฏิบัติการตัวอื่นๆ

ถ้าลองไปถามใครต่อใครว่าระบบปฏิบัติการตัวไหนที่เร็วที่สุด คงไม่มีใครพูดถึงวินโดวส์จริงไหมครับ แล้วถ้าพูดถึงระบบปฏิบัติการที่ใช้งานง่ายและสะดวกที่สุดล่ะ แน่นอนส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นวินโดวส์นั่นเอง ดังนั้นจากจุดนี้เองวินโดวส์ได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานได้สะดวกจึงทำให้มันมีการทำงานที่ค่อนข้างซับซ้อนและมีการทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมให้รองรับการใช้งานด้านต่างๆ กับผู้ใช้ไว้เสมอ ซึ่งบางครั้งก็ต้องยอมรับล่ะครับ ว่าเราก็ไม่ได้ใช้

คุณเคยสังเกตกันบ้างหรือไม่ครับว่าระบบปฏิบัติการวินโดวส์ที่คุณใช้อยู่นั้นสามารถทำงานได้ดีมาก จะทำโน่น ทำนี่ก็สามารถทำได้ทุกอย่าง ง่ายไปหมด จะติดตั้งโปรแกรม หรือจะใช้งานอุปกรณ์อะไรก็สามารถรองรับได้หมด แล้วคุณคิดว่าความสามารถทั้งหมดจะต้องการโค้ดหรือชุดคำสั่งที่มีความสลับซับซ้อนมากเพียงใด และโค้ดคำสั่งเหล่านี้จะต้องใช้การประมวลผลจากซีพียูแค่ไหน

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.arip.co.th/articles.php?id=407309

เรื่องที่ย้ายไปหน้าใหม่

รหัสผ่านยอดฮิต

  • เว็บไซต์ส่วนใหญ่กำหนดให้ผู้ใช้ตั้งรหัสผ่านให้ปลอดภัยโดยอิงจากจำนวนอักษรเป็นหลัก ซึ่งไม่ค่อยจะได้ผลเท่าไร เพราะมีการเอาข้อความง่ายๆ มาใช้ หลายครั้งมีการแจ้งเตือนให้ทราบว่ารหัสผ่านที่ตั้งเอาไว้นั้นช่างเดาง่ายเสียเหลือเกิน แต่ผู้ใช้จำนวนมากก็ไม่สนใจ และนั่นเป็นที่มาของการเก็บสถิติรวบรวมเอารหัสผ่านกว่า 28,000 รายการที่ถูกขโมยจากเว็บไซต์ในสหรัฐฯ มาวิเคราะห์ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้เชื่อว่าไม่ต่างจากนิสัยคนไทยซักเท่าไรตามที่ได้เคยสอบถามคนรู้จักหลายๆ คน

ลองมาดูกันว่า รหัสผ่านยอดฮิตที่คนส่วนใหญ่ตั้งกันนั้น .. เดาได้ง่ายขนาดไหน

16 เปอร์เซ็นต์: ใช้ชื่อของตัวเองเป็นรหัสผ่าน บางทีก็อาจเปลี่ยนเป็นชื่อของลูกๆ หรือคนใกล้ชิดในครอบครัว เช่น สามี หรือภรรยา เป็นต้น
14 เปอร์เซ็นต์: ใช้รหัสผ่านแบบชุดแป้นพิมพ์ที่ติดกัน เช่น 1234, 123456, 1234567 หรือ qwerty เป็นต้น
5 เปอร์เซ็นต์: ใช้ชื่อดาราหรือตัวการ์ตูนโปรดมาแทนรหัสผ่าน
4 เปอร์เซ็นต์: คนที่เรียบง่ายเหล่านี้ใช้รหัสผ่านว่า password -- ตรงความหมายดี
3 เปอร์เซ็นต์: ใช้ถ้อยคำแสดงอารมณ์ความรู้สึก เช่น whatever, yes, no, iloveyou, ihateyou เป็นต้น
  • สรุปแล้ว 42 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตนั้น ใช้รหัสผ่านที่ไม่ปลอดภัย และเดาได้ง่ายมาก ซึ่งจะนำพาไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมาได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขโมยข้อมูล หรือสร้างความเสียหายด้านการเงินจากแฮกเกอร์ที่ต้องการรหัสผ่านเป็นใบเบิกทาง
บริษัท Errata Security ที่ทำงานวิจัยชิ้นนี้แนะนำว่า รหัสผ่านที่ดีควรยาวเกิน 8 ตัวอักษร และมีทั้งตัวหนังสือ ตัวเลข และสัญลักษณ์ผสมกัน
อ้อ! แล้วก็อย่าตั้งให้ยากเกินจนจำไม่ได้ เลยต้องติดรหัสผ่านเอาไว้ข้างๆ มอนิเตอร์ด้วยโพสต์อิต .. เพราะนั่นยิ่งอันตรายเข้าไปใหญ่ครับ

ที่มา arip.co.th

Notebook คืออะไร

คำว่า Notebook ก็มาจากการรวมคำระหว่าง Internet + Netbook นั่นเอง เป็นคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก ที่มีประสิทธิภาพการประมวลผลต่ำ เน้นตอบสนองการทำงานพื้นฐานด้านการใช้งานอินเทอร์เน็ตหลักนั่นเอง เดิมที Notebook นั่นเป็นไอเดียที่มาจากโครงการคอมพิวเตอร์ 100 เหรียญ ที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อตอบสนองสำหรับการเรียนการศึกษาคอมพิวเตอร์ในประเทศด้วยพัฒนา และกำลังพัฒนา แต่ดูเหมือนตอนนี้ Netbook จะเดินทางมาไกลกว่าจุดเริ่มต้นเยอะทีเดียว

ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสารไอที computer.today

Notebook มีกี่ประเภท

โดยหลักสากลจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท (ไม่นับรวม Netbook นะครับ)ก็จะมีโน๊ตบุ๊ก สำหรับใช้งานทั่วไป โน๊ตบุ๊กสำหรับเเกมเมอร์และกราฟฟิก โน๊ตบุ๊กที่เน้นความบันเทิง และโน๊ตบุ๊กแบบบางเบาเป็นพิเศษ ซึ่งหมายรวมถึงบรรดา Tablet Pc ด้วย โดยแต่ละประเภทก็จะถูกแบ่งโดยคุณสมบัติฮาร์ดแวร์ภายในเครื่องนั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสารไอที computer.today

ซื้อ Notebook ได้อย่าง เสียอย่าง

ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบบนโลกใบนี้ ไม่ยกเว้นแม่แต่โน๊ตบุ๊ก หากคุณต้องการโน๊ตบุ๊กที่มี น้ำหนักเบา ก็ต้องแลกมาด้วยประสิทธิภาพที่ลดทอนลงมา เป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะในประเภท Ultra - Portable หรือ Slim Notebook จะยิ่งมีประสิทธิภาพการประมวลผลที่ต่ำกว่าโน๊ตบุ๊กทั่วไป พอสมควร หรือหากอยากได้โน๊ตบุ๊กที่สามารถตอบสนองการเล่นเกมได้ดีๆ ก็ต้องยอมรับกับความร้อนที่สูงขึ้น และอัตราการใช้พลังงานที่มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาในการใช้ไฟจากแบตก็จะสั้นลงไปด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสารไอที computer.today

หิ้วโน๊ตบุ๊กมาจากต่างประเทศดีไหม

หลายคนเวลาไปต่างประเทศจะชอบปิ้งสินค้า IT จากต่างประเทศมาใช้งาน อาจจะเป็นเพราะราคาที่ถูกกว่า หรือรุ่นที่มีให้เลือกโดนใจกว่าที่มีขายในประเทศก็ว่ากันไป โน๊ตบุ๊กเองก็นเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่หลายคนนิยมหิ้วเข้ามา แต่อยากเตือนว่าโน๊ตบุ๊กจะจุกจิงกว่าสินค้า IT ตัวอื่นๆ เพราะถึงแม่โน๊ตบุ๊กนั้น ๆ จะเขียนว่า International Warranty ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเข้าใช้บริการศูนย์บริการในไทยแล้วจะมีอะไหล่ หรือไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้ารับบริการ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ซื้อในไทยเองจะดีกว่าครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสารไอที computer.today

กำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศจะซื้อโน๊ตบุ๊กจากไทยไป หรือซื้อที่โน้นดีกว่ากัน

จากประสบการณ์ตัวเองที่เคยไปศึกษาในต่างประเทศอยู่ราวๆ 2 -3 ปี ขอแนะนำแบบตรงไปตรงมาเลยว่าให้ไปซื้อที่ต่างประเทศที่ๆ คุณจะไปดีกว่า เพราะจะอุ่นใจ เรื่องการบริการหลังการขายด้วย ส่วนเรื่อง Software ก็ใช้วิธีหนีบเอาไปจากไทยแทน

ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสารไอที computer.today

อินเทลอะตอมดีจริงไหม

ถ้าอ้างอิงจากคำกล่าวของอินเทลแล้ว อินเทลอะตอมจะมีประสิทธิภาพเพียง 1 ใน 4 ของอินเทลเพนเทียมเอ็ม Pentium M ที่ความเร็วสัญญาณนาฬิกาเดียวกันเท่านั้นเอง ซึ่งหากเทียบจริงๆ แล้วยังถือว่ามีประสิทธิภาพต่ำกว่า Celeron เสียอีก แต่จุดเด่นของอินเทลอะตอมก็คือ การบริโภคพลังงานที่ต่ำมาก โดยจะอยู่ราวๆ 2-3 วัตต์เท่านั้นเองสำหรับค่าการใช้พลังงานสูงสุด นั่นจึงเหมาะสำหรับการนำมาใช้บนเน๊ตบุ๊ก เพราะเน๊ตบุ๊กจะมีการระบายความร้อนที่ไม่ดีนัก และแบตเตอร์รี่ที่ใช้ก็จะมีความจุต่ำ การที่อะตอมบริโภคพลังงานต่ำทำให้เกิดความร้อนสะสมน้อย แถมยังสามารถใช้แบตได้นานแม้แบตจะมีความจุต่ำก็ตาม

ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสารไอที computer.today

อินเทล CULV คืออะไร

CULV ย่อมาจาก Consumer Ultra-Low Voltage คือซีพียูรุ่นประหยัดพลังงานเป็นพิเศษของอินเทล โดยยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพการประมวลผลในระดับหนึ่ง โดยปกติแล้วซีพียู ที่ใช้กันบนโน๊ตบุ๊กจะมีอัตราการใช้พลังงานสูงสุดอยู่ประมาณ 25-35 วัตต์ แต่ซีพียูในตระกูล CULV นั้นจะใช้พลังงานเพียงประมาณ 5 - 15 วัตต์เท่านั้น และแถมยังมีการออกแบบให้ซีพียูมีขนาดเล็กกว่าขนาดปกติเป็นพิเศษ ซึ่งนั่นทำให้ผู้ผลิตโน๊ตบุ๊กสามารถออกแบบให้โน๊ตบุ๊กที่ใช้ซีพียูในตระกูล CULV มีขนาดเล็กและบางกว่าปกติได้มากนั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสารไอที computer.today

ซื้อโน๊ตบุ๊คอย่างไรให้คุ้ม สำหรับปี 2009 - ศึกษาสเปกก่อนซื้อ

ศึกษาสเปกก่อนซื้อ

ในด้านของซีพียูใน ปัจจุบัน จะมีตั้งแต่ Core2Duoหรือ Dual Core ไปจนถึง Quad Core กันแล้ว ทำให้ผู้เขียนไม่สามารถ บอกได้ว่า ต้องความเร็วเท่าไหร่ถึงจะดี หรือจะคุ้ม เพราะในส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับการใช้งานเป็นสำคัญ ถ้าต้องการใช้งานทั่วๆไป เล่นเน็ต พิมพ์งาน ไม่ได้ประมวลผลหนักมาก แค่ 1.6 - 2.2 GHz ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าต้องนำมาใช้ในการประมวลผล 3มิติ ตัดต่อภาพยนตร์ หรือ ใช้ในการเล่นเกมด้วย คงต้องมองกันที่มากกว่า 2.2 GHz ขึ้นไปละกันครับ


สำหรับแรม ผู้เขียนคิดว่า ขนาดของแรมที่จำเป็นต้องใช้งานจริงๆคือ 1 กิกะไบต์ สำหรับใช้งานระบบปฏิบัติการวินโดวส์ เอ็กซ์พี ส่วนถ้าเป็นวินโดวส์ วิสต้า ขนาดของแรมควรอยู่ที่ 2 กิกะไบต์ เป็นอย่างน้อย ถ้าต้องการใช้เพื่อเล่นเกมด้วย ควรที่จะเกิน 2 กิกะไบต์ ขึ้นไปสำหรับเกมใหม่ๆในปัจจุบัน ส่วนผู้ที่ไม่ต้องการใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ แรม ขนาด 1 กิกะไบต์ น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับระบบปฏิบัติการอย่างลินุกซ์


ในเรื่องของขนาดฮาร์ดดิสก์ ถ้าจำเป็นที่จะต้องใช้เก็บไฟล์ที่มีขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก อย่างภาพยนตร์ความละเอียดสูง เพลงเอ็มพี3 ฯลฯ ควรที่จะมองหาขนาดความจุ 320 กิกะไบต์ขึ้นไป แต่ถ้าใช้แค่เก็บไฟล์เอกสาร รูปภาพ เล็กๆน้อยๆ ขนาดเพียง 160 กิกะไบต์ ดูจะเกินความต้องการไปด้วยซ้ำ


สำหรับการ์ดจอที่ มีในโน้ตบุ๊ก ถ้าจะนับรุ่นที่มีขายกันอยู่ในท้องตลาดจริงๆ จะมีเพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้น ไม่หลากหลายเหมือนในพีซี ทำให้การเลือกดูในจุดนี้ ไม่น่าจะเกินความสามารถ ทั้งนี้ ถ้าไม่ได้ต้องการเล่นเกม หรือ ใช้งานด้าน 3 มิติ การ์ดจอออนบอร์ด ที่มาในเครื่อง ในโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ๆขณะนี้สามารถที่จะใช้งานทั่วๆไปได้อย่างรับชมภาพยนตร์ ได้สบายๆ


สุดท้ายนี้ในการเลือกซื้อโน้ตบุ๊ก ผู้เขียนขอย้ำว่าให้เลือกซื้อตามจุดประสงค์การใช้งานจะดีกว่าตามเทคโนโลยีที่ออกมาใหม่แล้วไม่ได้ใช้ เพราะเทคโนโลยีมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ราคาที่ตัดสินใจซื้อในวันนี้อาจจะคิดว่าคุ้มค่าแล้ว พอขึ้นเดือนใหม่หรือเข้าสู่ไตรมาสถัดไป ราคาที่ว่าคุ้มกลับซื้อเครื่องในอีกระดับได้ ดังนั้นหลังจากที่ซื้อโน้ตบุ๊กสักเครื่องอย่าไปตามราคา ในเดือนถัดๆมาอาจจะทำให้ช้ำใจได้ ท้ายนี้หวังว่าบทความนี้จะให้ประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังตัดสินใจในการเลือกซื้อ โน้ตบุ๊กหรือเน็ตบุ๊กไม่มากก็น้อย

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thainotebookclub.com


ซื้อโน๊ตบุ๊คอย่างไรให้คุ้ม สำหรับปี 2009 ~ ดูโน้ตบุ๊กให้ดูราคา

    • ดูโน้ตบุ๊กให้ดูราคา
  • ถ้าจุดประสงค์ของผู้อ่านตรงกับ "โน้ตบุ๊ก" ค่อยมาคิดต่อว่าจะใช้งานเครื่องในลักษณะไหนบ้าง โดยโน้ตบุ๊กในตลาดขณะนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับราคาคือ ประมาณ 17,000 - 25,000 บาท สำหรับโน้ตบุ๊กที่นำมาใช้งานทั่วๆไป ทำงานได้ครบถ้วนรอบด้านแต่ยังไม่เต็มที่ โดยจะเหมาะกับตลาดคอนซูเมอร์มากที่สุด เพราะว่าสามารถใช้งานได้ครบถ้วน ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงนักธุรกิจ ถ้ามีจุดประสงค์การใช้งานที่คล้ายๆ เน็ตบุ๊กในข้างต้น แต่ต้องการหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น ไม่คำนึงถึงขนาดและน้ำหนักของตัวเครื่อง คุณจะได้ความเร็วในการใช้งานที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว
  • ต่อมาคือประมาณ 25,000 - 40,000 บาท สำหรับโน้ตบุ๊กที่มาพร้อมการ์ดจอแยก ทำงานได้ครบครันมากขึ้นตามระดับราคา จะเหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้งานเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ ถ้าพูดในแง่ดีคือ นักศึกษาที่เรียนวิศวกรรม ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการตัดต่อวิดีโอ ใช้งานโปรแกรม 3มิติ อย่าง 3dsmax, Maya และ AutoCad แต่อีกแง่หนึ่งก็คือ เป็นโน้ตบุ๊กที่รองรับการเล่นเกมสำหรับวัยรุ่น ที่ต้องการความสะดวกในการใช้งานเช่นเดียวกัน
  • ท้ายสุดประมาณ 40,000 บาทขึ้นไป สำหรับ โฮมเอนเตอร์เทนเมนต์โน้ตบุ๊ก ที่มาพร้อมกับความสามารถด้านมัลติมีเดียต่างๆอย่างครบครัน จะเป็นโน้ตบุ๊กที่มีความสามารถในการใช้งานแทนพีซีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยจะมีจุดเด่นเพิ่มขึ้นในด้านของมัลติมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นระบบโฮมเธียเตอร์ที่บางรุ่นมีไดรฟ์บลูเรย์มาให้ใช้แล้ว รวมไปถึงฟีเจอร์ที่หลากหลายตามแต่ละยี่ห้อจะใส่กันมา เช่น วิทยุFM ทีวีจูนเนอร์ ระบบสแกนใบหน้า ฯลฯ ผู้ใช้งานในระดับนี้ส่วนใหญ่จะมีความรู้ในเรื่องเทคโนโลยีพอสมควรแล้ว จึงตัดสินใจซื้อสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของตนเองได้ แม้ราคาจะสูงก็ตาม
  • แต่ ไม่ใช่ว่าโน้ตบุ๊กในแต่ละช่วงราคาจะมีประสิทธิภาพเท่ากันเสมอไป บางยี่ห้อสินค้าอาจจะมีดีไซน์ที่สวยงาม วัสดุที่ใช้มีคุณภาพมากกว่า รวมไปถึงการเพิ่มฟีเจอร์เด่นๆ เครื่องบาง น้ำหนักเบา ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ ยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญเช่นเดิม ทำให้การแบ่งช่วงราคาดังกล่าวอาจจะไม่เป็นจริงเสมอไป ดังนั้นการเลือกซื้อโน้ตบุ๊กให้เหมาะสมกับการใช้งานจะเป็นการช่วยประหยัดค่า ใช้จ่ายส่วนเกินที่ไม่จำเป็นได้
  • เมื่อเลือกได้แล้วว่าต้องการโน้ตบุ๊กในระดับไหน ค่อยมาดูกันถึงสเปกที่จะให้ความคุ้มค่ามากที่สุดในระดับราคานั้นๆ แน่นอนว่าผู้ซื้อส่วนใหญ่ต้องการที่จะได้ของดีราคาถูก โดยส่วนใหญ่จะเทียบกันจาก ความเร็วของซีพียู, ขนาดของแรม, ความจุของฮาร์ดดิสก์ และความสามารถของการ์ดจอในรุ่นที่สูงขึ้นมาหน่อย

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thainotebookclub.com


ซื้อโน๊ตบุ๊คอย่างไรให้คุ้ม สำหรับปี 2009 ~ ซื้อเน็ตบุ๊กอย่าเกิน 17,000.-

  • ซื้อเน็ตบุ๊กอย่าเกิน 17,000.-
  • ถ้าจุดประสงค์ตรงกับคำตอบว่า "เน็ตบุ๊ก" สิ่งที่ต้องตัดสินใจต่อมาคือขนาดของเครื่อง โดยในท้องตลาดขณะนี้มีขายอยู่ตั้งแต่ ขนาด 7 นิ้วถึง 12 นิ้ว ซึ่งโดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าหน้าจอขนาด 10 นิ้วคือขนาดที่เหมาะที่สุดกับการใช้งานแบบพกพา เพราะความละเอียดหน้าจอขนาด 10 นิ้วจะอยู่ที่ 1024 x 600 พิกเซล ซึ่งเป็นขนาดที่พอจะเปิดใช้งานหน้าเว็บไซต์ได้อย่างไม่ตกหล่น แต่ถ้าใช้งานในขนาดหน้าจอที่เล็กกว่านั้น นอกจากจะต้องเลื่อน ขึ้น-ลง ในการอ่านเว็บแล้ว ยังต้องเลื่อน ซ้าย-ขวา อีกด้วย
  • เรื่องที่ต้องคิดตามหนีไม่พ้นระยะเวลาแบตเตอรี่ เน็ตบุ๊กทั่วไปในท้องตลาดขณะนี้มีแบตเตอรี่อยู่ 2 ขนาดให้เลือกคือ 3 เซลล์ และ 6 เซลล์ การใช้งานโดยเฉลี่ยจากการทดสอบจะพบว่าแบตเตอรี่ขนาด 3 เซลล์จะใช้งานได้ประมาณ 2 - 3 ชั่วโมงเท่านั้น ในขณะที่แบตเตอรี่ขนาด 6 เซลล์ จะใช้งานได้ 5 - 6 ชั่วโมง ดังนั้นถ้าจำเป็นที่จะต้องใช้งานนอกสถานที่เป็นเวลานาน และการเพิ่มเงินอีกประมาณ 1,500 - 2,000 บาท ไม่น่าจะเป็นภาระมากเกินไป ควรที่จะลงทุนเพิ่มในจุดนี้ด้วย
  • ต่อมาควรที่จะทดลองใช้คีย์บอร์ดก่อน การตัดสินใจซื้อ เพราะว่านิ้วของแต่ละคนมีขนาดไม่เท่ากัน จากการทดลองใช้ผู้เขียนพบว่าในเครื่องขนาดหน้าจอ 8 - 9 นิ้ว คีย์บอร์ด ของ 'เอเซอร์ เอสปาย วัน' ให้ความรู้สึกสบายที่สุดในการใช้งาน แต่ถ้าเป็นเครื่องขนาดหน้าจอ 10 นิ้ว เน็ตบุ๊กที่มีคีย์บอร์ดใหญ่สุดคือ 'เอชพี มินิ 1000' ส่วนขนาดพอเหมาะๆ จะเป็นของค่ายต้นตำรับเน็ตบุ๊กคือ 'อัสซุส อีอีอี พีซี 1000HD' รองลงมาคือ 'เอ็มเอสไอ วินด์'
  • ราคาถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการเลือกซื้อสินค้า สำหรับเน็ตบุ๊กผู้เขียนคิดว่าไม่ควรซื้อที่ราคาเกิน 17,000 บาท เพราะในระดับราคาเกินจากนั้น สามารถนำไปซื้อโน้ตบุ๊กที่ใช้งานได้ครบถ้วนมากกว่า โดยจากการสำรวจตลาดจะพบว่าราคาของเน็ตบุ๊กจะแพงขึ้นตามขนาดของฮาร์ดดิสก์ และความเบาของน้ำหนักเครื่อง ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นที่จะเก็บข้อมูลจำนวนมากในเครื่อง การใช้ SSD ขนาด 8 - 16 กิกะไบต์ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว ส่วนน้ำหนักของหลายๆ ยี่ห้อจะเฉลี่ยอยู่ที่ ประมาณ 1 กิโลกรัมเท่านั้น

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thainotebookclub.com


BAD Sector ???


สาเหตุอาจเกิดจาก : เกิดจากพื้นผิวของแผ่นจานเก็บข้อมูลของฮาร์ดดิส เกิดความเสียหาย โดยอาจเกิดรอยที่ผิวหรือเกิดจากเศษโลหะหรือฝุ่นขนาดเล็ก เกาะที่ผิวของจานเก็บข้อมูล การแก้ไข : 1. ทำการ Mark BAD Sector โดยใช้โปรแกรมประเภท Scandisk ทำการ Scan โดยสามารถเรียกใช้โปรแกรมได้จาก Start Menu/Programs/Accessories/System tools/Scandisk และกำหนดค่าของโปรแกรมเป็น Thorough และ Automatically fix errors และกดปุ่ม Start 2. หากไม่มีความจำเป็น ต้องรักษาข้อมูลบนตัวฮาร์ดดิส ควรจะทำการ Full Format ใหม่ โดย Boot เครื่องด้วยแผ่น Startup Disk แล้วใช้คำสั่ง a:/format c:/s เพื่อทำการจัดเตรียมพื้นที่ใหม่โดยโปรแกรมจะทำการตรวจสอบพื้นผิวของแผ่นจานเก็บข้อมูลและเมื่อไม่สามารถอ่านพื้นผิวบริเวณใดก็จะระบุตำแหน่งจุดที่เสียบนพื้นผิวเพื่อที่โปรแกรม Windows จะไม่ไปใช้พื้นที่นั้นในการเก็บข้อมูล เมื่อโปรแกรมทำงานเสร็จสิ้นแล้วจะแสดงตารางแจ้งผลการทำงานหากมี Bad Sector ก็จะแสดงค่าที่เสียไปในตารางด้วย จากนั้นจึงติดตั้งโปรแกรม Windows ใหม่อีกครั้ง 3. ฮาร์ดดิสที่เกิด BAD Sector แล้วโดยส่วนใหญ่จะใช้งานได้อีกไม่นาน และมีโอกาสที่จะเกิดส่วนที่เสียเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้นจึงควรที่จะสำรองข้อมูลไว้ในสื่ออื่นด้วยเพื่อป้องกันข้อมูลที่จะเสียหายจากการที่ไม่สามารถอ่านฮาร์ดดิสได้อีก

การป้องกันปัญหา : 1. เพิ่มขนาดของหน่วยความจำหนักของเครื่อง(RAM) ให้มากขึ้น เช่น ในWindows 98 ควรมีหน่วยความจำอย่างน้อย 64 Mb เป็นอย่างต่ำหรือหากสามรถที่จะใส่เพิ่มมากกว่านี้ก็จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมให้เครื่อง และเพื่อลดการใช้งานของตัวฮาร์ดดิสลงด้วย เนื่องจากโดยปกติหากเครื่องมีหน่วยความจำน้อยโปรแกรม Windows จะสร้างหน่วยความจำเสมือนขึ้น (Virtual Memory)โดยการแบ่งพื้นที่บนตัวฮาร์ดดิสไว้ส่วนหนึ่งเพื่อใช้งานแทนหน่วยความจำหลัก และทุกครั้งที่มีการใช้งานโปรแกรมที่ต้องการหน่วยความจำมากๆ Windows ก็จะใช้งานหน่วยความจำเสมือนนี้ซึ่งก็จะเป็นการเขียนอ่านฮาร์ดดิสในตำแหน่งเดิมๆอยู่บ่อยครั้งขึ้นโอกาสที่จะเสียหายก็มีมากขึ้นนั่นเอง 2. ต้องทำการ Shout Down เครื่องก่อนปิดเครื่องทุกครั้ง 3. ควรที่จะตั้งโหมดการประหยัดพลังงานโดยการหยุดการทำงานของฮาร์ดดิสเมื่อถึงเวลาที่กำหนดเช่น โดยปกติการใช้งานเครื่องอาจจะมีการเปิดโปรแกรมที่ใช้งานทิ้งไว้และไม่ค่อยได้เรียกใช้โปรแกรมอื่นอีก หรือไม่ได้ใช้ฮาร์ดดิสเป็นเวลาสักระยะเช่น 20 - 30 นาที หากเราตั้งโหมดการทำงานให้เครื่องหยุดการทำงานของฮาร์ดดิสลง ก็จะเป็นการลดการใช้งานฮาร์ดดิส และยืดอายุการใช้งานของฮาร์ดดิสได้ยาวนานขึ้น แต่การทำดังนี้จะมีผลเมื่อต้องการใช้งานฮาร์ดดิสเช่น เรียกโปรแกรมหรือบันทึกข้อมูลลงบนฮาร์ดดิส เครื่องจะต้องใช้เวลาเริ่มหมุนจานเก็บข้อมูลของฮาร์ดดิสสักระยะ(ประมาณ 10-15 วินาที)ทำให้ผู้ใช้อาจรู้สึกว่าเครื่องทำงานช้าหรือผิดปกติได้

ข้อมูลจาก www.nongkhaiweb.com


อยากใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็น จะต้องทำอย่างไรกันบ้าง เริ่มต้นจากตรงนี้

อยากใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็น จะต้องทำอย่างไรกันบ้าง เริ่มต้นจากตรงนี้

หลาย ๆ คนที่ได้มีโอกาสใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็ทำได้แค่เพียงใช้ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเครื่องสำเร็จรูปแล้วเท่านั้น วันดีคืนดี เจ้าคอมพิวเตอร์เครื่องเก่งมีอันต้องเกิดปัญหาขึ้นมา ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร หากคุณพอจะรู้จักกับอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นบ้าง คงจะช่วยได้มากใช่ไหมครับ

อย่างไรจึงจะเรียกว่า ใช้คอมพิวเตอร์เป็น

คำถามแรกเลย คุณใช้คอมพิวเตอร์เป็นหรือยัง คงจะไม่มีคำตอบที่แน่นอนตายตัว ว่าอย่างไรเรียกว่าเป็นนะครับ ในความคิดเห็นของผม หากคุณสามารถบอกได้ทั้งหมดว่า เครื่องคอมพิวเตอร์นั้น มีสเปคอย่างไร ใช้ซีพียู ความเร็วเท่าไร ขนาดของแรม ชนิดของการ์ดจอและการ์ดเสียง อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต่อใช้งานอยู่ ระบบปฏิบัติการ และซอฟต์แวร์ ที่ใช้งานอยู่มีอะไรบ้าง และที่สำคัญมากคือ จากจุดเริ่มต้น ถ้าฮาร์ดดิสก์ของคุณไม่มีอะไรอยู่เลย คุณสามารถที่จะลง Windows และโปรแกรมต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเองจบครบ ตามที่ต้องการใช้งานได้ สามารถใช้งานซอฟต์แวร์ ต่าง ๆ ตามความจำเป็น อาจจะไม่ต้องครบทุกอย่าง นั่นแหละ เรียกว่าใช้คอมพิวเตอร์เป็นในความคิดของผมครับ ลองสำรวจตัวคุณเองก่อน ว่าตอนนี้อยู่ในขั้นไหน ตรงไหนรู้แล้ว ตรงไหนยังไม่รู้ครับ

ลำดับการเริ่มต้นเรียนรู้คอมพิวเตอร์

มาดูลำดับการเริ่มต้นศึกษาหาความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ก่อน ลองศึกษาทีละขั้นตอน อย่าข้ามนะครับ

1. ศึกษาการใช้งาน Windows ในเบื้องต้น โดยที่ควรจะสามารถใช้งานฟังค์ชันต่าง ๆ พื้นฐานได้พอสมควร 2. ศึกษาการใช้งาน ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่มีมากับเครื่อง เท่าที่คิดว่าจำเป็นและต้องการใช้งานเช่น internet, word, excel ฯลฯ 3. อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น printer, scanner, modem ที่มีต่ออยู่ ต้องรู้จักและใช้งานได้เต็มความสามารถ 4. สามารถทำการลงซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ และทำการ Uninstall ออกได้ เน้นที่ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ยังไม่ถึงกับลง Windows ใหม่นะ 5. เริ่มต้นหัดลง Windows ด้วยตัวเอง จากการฟอร์แม็ตฮาร์ดดิสก์ ลบข้อมูลออกทั้งหมดและลง Windows ได้จนครบ 6. สามารถจัดการกับ ฮาร์ดดิสก์ ได้ตามต้องการ เช่นการกำหนดขนาด การแบ่งพาร์ติชันต่าง ๆ ตามต้องการ 7. เริ่มต้น การรื้อ ถอด ประกอบ ชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ โดยเริ่มจากสายไฟต่าง ๆ สายจอ สายเมาส์ ฯลฯ 8. เปิดฝาเครื่อง ลองสำรวจอุปกรณ์ภายใน และทำความรู้จักว่า ชิ้นไหนคืออะไร ใช้สำหรับทำอะไร (มองเฉย ๆ อย่าเพิ่งรื้อนะครับ) 9. ตรวจสอบสเปคเครื่องอย่างละเอียด ว่าใช้อุปกรณ์ยี่ห้ออะไร รุ่นไหน ขนาดเท่าไรบ้าง เป็นบทเรียนเริ่มต้นด้านฮาร์ดแวร์นะครับ 10. เริ่มต้นการถอดเปลี่ยน ฮาร์ดดิสก์ ก่อน ศึกษาการต่อสายไฟ และสายข้อมูลต่าง ๆ (ฮาร์ดดิสก์ จะเป็นจุดแรกที่ควรทราบไว้) 11. หลังจากรู้จักฮาร์ดดิสก์ แล้ว การศึกษาตัว ซีดีรอม ฟลอปปี้ดิสก์ ก็คงจะไม่ยากนัก 12. ถ้ามีการ์ด ต่าง ๆ ที่เสียบอยู่บนเมนบอร์ด เช่นการ์ดจอ การ์ดเสียง โมเด็ม การทดลอง ถอด ใส่ ก็เป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ดีมาก ๆ 13. ซีพียู แรม ทดลองแงะออกมา แล้วใส่กลับเข้าไปใหม่ ให้คุ้นเคยมือเลยครับ 14. อุปกรณ์อื่น ๆ สายไฟของระบบ สายแพร สายเสียง ฯลฯ ดูให้ครบว่ามีอะไรบ้าง 15. สังเกตุ jumper ต่าง ๆ และลองเปิดคู่มือเมนบอร์ดมาอ่านดู ว่าแต่ละตัวใช้สำหรับทำอะไรบ้าง 16. นึกภาพ ว่าถ้าจะอัพเกรดเครื่อง เปลี่ยน ซีพียูใหม่ เพิ่มแรม ฯลฯ ต้องทำอะไรบ้าง หรือถ้ามีซีพียูตัวใหม่จริง ๆ ก็ลุยกันเลยครับ 17. ทำได้แค่นี้ ก็ถือว่าเก่งแล้วครับ ถ้าจะให้ดี ต้องถอดทุกชิ้นส่วนออกมา แล้วประกอบใหม่ ถ้าเครื่องใช้งานได้ แปลว่าคุณสอบผ่าน 18. หากสนใจเรื่องอินเตอร์เน็ต ก็ลองเขียนเว็บไซต์เป็นของตัวเองขึ้นมาซักเว็บนึง อาจจะมีไอเดียดี ๆ เกิดขึ้นต่อเนื่องได้ครับ


อ่านแล้วอย่าเพิ่งใจเสียกันนะครับ ทุก ๆ หัวข้อด้านบนนี้ ใช้เวลาศีกษาอย่างน้อยก็ ครึ่งปีขึ้นไป ดังนั้น ไม่ต้องฝันหวานกันเลย ว่าจะสามารถทำทุกอย่าง เรียนรู้ได้ภายใน 1 สัปดาห์ (แบบที่โรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์ทั่วไป นิยมใช้พูดกัน) แต่ถ้าหากคุณ สามารถทำได้ทั้งหมดนี้ ก็จะเป็นความภูมิใจส่วนตัว ของคุณเองครับ ในส่วนของผม ก็คงจะทำได้แค่เพียง หาข้อมูลต่าง ๆ ที่น่าสนใจ มาแสดงเป็นตัวอย่างและแนวทางให้ทุกท่านได้ทดลองทำกัน อาจจะมีบางเรื่องที่ตรงกับความต้องการบ้างไม่มากก็น้อย จะเริ่มต้นศึกษา ต้องลงทุนกันหน่อย มีคำถามทำนองนี้เข้ามาค่อนข้างบ่อยว่า อยากจะเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยแนะนำสถานที่สอนหรือโรงเรียนที่ดี ๆ ให้หน่อย โดยส่วนตัวผมเองแล้ว เครื่องคอมพิวเตอร์ที่คุณใช้งานนั่นแหละครับ คือครูที่ดีที่สุด เพียงแต่ว่า หากต้องการใช้ เครื่องคอมพิวเตอร์ ในการศึกษาหาความรู้ ก็ต้องลงทุนกันหน่อย อย่าเพิ่งนึกว่าเป็นการลงทุนอัพเกรด หรือต้องซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ เพิ่มเติมนะครับ ผมหมายถึง การลงทุนโดยการลบทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มีเก็บอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณออกให้หมด และเริ่มต้นจากการ ทำการติดตั้งและลงซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ด้วยตัวคุณเอง ถ้าหากได้ทดลองสักครั้งหนึ่ง ครั้งต่อ ๆ ไปก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ คราวต่อไป ต้องการที่จะอัพเกรดเครื่องด้วยตัวเอง ก็ลองหาการ์ดต่าง ๆ แรม หรือซีพียู มาเปลี่ยนเอง จากนั้นความรู้และความชำนาญในด้านต่าง ๆ ก็จะตามมาเอง ไม่ยากหรอกครับ หากคิดว่ายากเกินไป ก็คงต้องหาเพื่อนที่พอเป็นมาเป็นพี่เลี้ยงในครั้งแรก ๆ ก่อนด็ดีครับ

บทสรุปส่งท้าย

การเรียนรู้ จะเกิดขึ้นได้จากการทดลอง หากต้องการเรียนรู้ต้องทำการทดลองด้วยตัวคุณเอง เว็บไซต์นี้ จะเป็นข้อมูลในเบื้องต้น สำหรับการเรียนรู้ของทุก ๆ ท่าน โดยผมจะพยายามเพิ่มเติมเนื้อหาให้ครอบคลุมในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน ซอฟต์แวร์ ฮาร์แวร์ เทคนิคต่าง ๆ เท่าที่ผมเองพอจะทราบอยู่บ้าง อาจจะทำได้ช้าไปสักนิดก็คงไม่ว่ากันนะครับ เพราะเว็บไซต์นี้ ผมทำเองคนเดียว โดยใช้เวลาว่างจากงานประจำมาอัพเดทข้อมูล กำลังใจของผมก็คือ จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ครับ วันไหนเห็น ตัวเลขจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บเพิ่มขึ้น ก็รู้สึกว่า สิ่งที่ได้ทำลงไป มีผู้คนสนใจและตั้งใจที่จะเรียนรู้มากขึ้นครับ ส่วนแบนเนอร์ของเว็บไซต์สปอนเซอร์ ที่ติดอยู่ด้านบนของแต่ละหน้าเว็บ ก็ขอฝากไว้ให้ช่วย ๆ กันดูแลกันบ้างนะครับ คลิกบ่อย ๆ หรือทุกครั้งที่แวะเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์นี้นะครับ ขอให้มีความสุขกับการ ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์นะครับ

ที่มาข้อมูล http://www.sglcomp.com/

การ Defrag ฮาร์ดดิสก์ เพื่อเพิ่มความเร็วให้กับการทำงานของระบบ สำหรับ Windows XP


การ Defrag ฮาร์ดดิสก์ เพื่อเพิ่มความเร็วให้กับการทำงานของระบบ สำหรับ Windows XP ดูรายละเอียด http://www.bcoms.net/article/defrags_xp.asp


การใช้งาน Scan Disk สำหรับตรวจสอบข้อผิดพลาดของ ฮาร์ดดิสก์ สำหรับ Windows XP


การใช้งาน Scan Disk สำหรับตรวจสอบข้อผิดพลาดของ ฮาร์ดดิสก์ สำหรับ Windows XP ดูรายละเอียด http://www.bcoms.net/article/scandisks_xp.asp


ทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ต ได้ที่นี่


ทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ต คลิ๊ก http://speedtest.bcoms.net/


วิธีเสียบปลั๊ก Notebook‏ ที่ถูกต้อง

วิธีเสียบปลั๊ก Notebook‏ ที่ถูกต้อง


เรื่องนี้เป็นทิปสั้นๆ แต่..ทิปสั้นๆ นี้ ผมเชื่อว่ามีใครหลายยคนที่ไม่เคยรู้มาก่อน ประมาณว่า จริงเหรอ? ใช่เหรอ? ในช่วงแรกๆ ที่ผมใช้โน้ตบุ๊กก็อาการเดียวกับหลายๆ ท่าน เวลาจะเสียบปลั๊กก็เสียบตัวอะแดปเตอร์เข้ากับตัวเครื่องก่อน (จริงๆ มันน่าจะถูกนะ) แล้วก็เอาปลั๊กอีกด้านไปเสียบกับเต้ารับของที่บ้าน หรือที่ทำงาน โดยหลักความเป็นจริงแล้ว มันจะควรจะทำแบบนี้ใช่มั้ย?

คิดว่าหลายคนคิดเหมือนผม ปัญหาที่ผมเจอเมื่อทำแบบนี้กับโน้ตบุ๊กแทบทุกรุ่นที่ ผ่านมา ก็คือมันมีไฟแลปออกมาจากตัวปลั๊ก เหมือนเกิดการสปาร์คขึ้น เสียบกี่ครั้งก็เกิดอาการแบบนี้ จนพาลคิดไปว่าพวกอะแดปเตอร์โน้ตบุ๊กมันไม่ค่อยดีมั้ง ผมก็หาวิธีแก้ไขบ้าง

เพื่อนหลายคนใช้วิธีเด็ดกว่านี้ครับ คือซื้อปลั๊กที่มีสวิทซ์เปิดปิดมาเลย วิธีการที่เขาทำก็คือ เสียบปลั๊กทุกๆ อย่างให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยเปิดสวิทซ์ที่ปลั๊ก เอ้ออ.. ไอเดียดีเนาะว่ามั้ย แต่จนแล้วจนรอด ผมเอ๊ะใจขึ้นมา เลยเปิดคู่มือโน้ตบุ๊กที่ผมเพิ่งได้มาใหม่ดู นั่งอ่านสักพัก ก็ถึง บ้างอ้อ จนได้ว่า สิ่งที่เราทำมานั้น ไม่ถูกต้องเลยครับ

มิน่า เสียบยี่ห้อไหน ก็ไฟแลบตะแลบแป๊บหมด.. พาลเอาใจหายว่าไฟจะช็อตได้

ต่อไปนี้ตั้งใจอ่านให้ดีดีนะครับ ในคู่มือเขาบอกไว้ชัดเจนเลยครับว่า วิธีการเสียบปลั๊กอะแดปเตอร์ของโน้ตบุ๊ก ที่ถูกต้องก็คือ ให้เราเสียบปลั๊กเข้ากับเต้ารับที่บ้านหรือที่ทำงานก ่อนครับ จากนั้นค่อยเอาปลายอีกด้านที่เหลือมาเสียบเข้ากับโน้ ตบุ๊ก อันนี้คือวิธีที่ถูกต้อง

ผมเลยลองดูซะเลยครับ ปรากฏว่าอาการไฟแลบหรืออาการสปาร์คนั้นไม่มีเกิดขึ้น เลย โอ้! นี่แหละหนาาา..นิสัยไม่ชอบอ่านคู่มือ หลังจากนั้นมาผมก็พยายามแนะนำเพื่อนๆ ทุกคนที่เกิดอาการนี้ทั้งหมด ทุกรายแฮปปี้ดีแทคมากๆ ผมเชื่อว่าหลายคนยังไม่ทราบครับ ใครที่ทราบแล้วก็ฝากบอกต่อเพื่อนๆ ด้วยนะครับ จะได้เสียบปลั๊กอะแดปเตอร์ได้ถูกต้องเสียที ใครใช้โน้ตบุ๊กอยู่ตอนนี้จะลองทำดูก็ได้นะครับ

ขอเพิ่มเติมด้วยว่า ใช้วิธีเดียวกันนี้กับ ทั้งมือถือ และ PDA ด้วย

ข้อมูลจาก : thaigaming.com


netbook: "คีย์ลัด-ประหยัดไฟ"

เน็ตบุ๊กส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับฟังก์ชันคีย์ (Function Key) ที่สามารถใช้งานร่วมกับปุ่ม Ctrl เพื่อปรับแต่งการทำงานของเครื่องได้ ซึ่งคีย์ลัดตัวแรกที่นำมาฝากนี้จะช่วยลดการใช้พลังงานจากหน้าจอแสดงผลได้ นั่นก็คือ Ctrl+F5 เมื่อกดปุ่มนี้แสงสว่างที่หน้าจอเน็ตบุ๊กจะลดลง โดยเพียงแค่กด 1 - 2 ครั้ง คุณจะเห็นเวลาการใช้งานที่เหลือของแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากค่าตั้งความสว่างของจอที่โรงงานมักจะเป็นค่าสูงสุด เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความสว่างสดใส ในขณะที่ความเป็นจริงคุณไม่ได้ต้องการความสว่างมากขนาดนั้น ที่สำคญมันเป็นตัวการที่ทำให้แบตฯหมดเร็วอีกด้วย

ส่วนคีย์ลัดอีกอันหนึ่งที่นำมาฝากกันจะใช้สำหรับปิด WLAN เมื่อเวลาที่ไม่ได้ใช้เน็ตไร้สาย นั่นก็คือ Ctrl+F11 ซึ่งเป็นคีย์ลัดทีพบในเน็ตบุ๊กส่วนใหญ๋ โดยเมื่อต้องการใช้เน็ตไร้สายก็กดปุ่มนี้อีกครั้ง นับว่าเป็นคีย์ลัดที่สะดวกมาก นอกจากนี้มันยังใช้ควบคุมการเปิดปิด Bluetooth ด้วยในตัว ซึ่งฟังก์ชันการเชื่อมต่อไร้สายทั้งสองเทคโนโลยีนี้จะสวาปามพลังงานของแบตเตอรี่แบบไม่เกรงใจ ดังนั้น ทุกครั้งที่นึกได้ว่า กำลังใช้เน็ตบุ๊กทำงานที่ไม่ต้องใช้เน็ต ก็รีบกดคีย์ Ctrl+F11 เพื่อปิดฟังก์ชันดังกล่าวทันที เพียงแค่นี้ คุณก็มีแบตฯ เหลือใช้กลับมาอีกตรึม ที่สำคัญ การเปิดฟังก์ชันไร้สายทิ้งไว้ โดยไม่ได้ใช้งาน ยังเท่ากับการเป็นการปิดประตูรอให้แฮคเกอร์ได้มีโอกาสเจาะระบบเข้ามาเดินเล่นในเครื่องของเราอีกด้วย...

ข้อมูลจาก : http://www.arip.co.th/tips.php?id=409178


กาแฟหกลง"โน้ตบุ๊ก"ทำไง?

ความจริงกับแค่การที่กาแฟหกรดลงไปบนคีย์บอร์ดของโน้ตบุ๊ก ไม่น่าจะถึงกับต้องซ่อมเครื่องเลยนะครับ อย่างไรก็ตาม หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับใครก็ตาม ผมมีคำแนะนำ หรือข้อปฎิบัติง่ายๆ มาฝาก เพราะการแก้ปัญหาอย่างทันท่วงทีจะทำให้โน้ตบุ๊กของคุณปลอดภัย และอาจจะไม่ต้องถึงมือหมอ(ช่างซ่อม)แต่อย่างใด

ขั้นแรกให้รีบปิดสวิทช์เครื่องทันที (ปกติจะใช้วิธีกดปุ่ม Power ค้างไว้ 4 วินาที) อย่าพยายามชัตดาวน์ เพราะมันช้าเกินไป จากนั้นถอดปลั๊กไฟ และปลอดแบตเตอรี่ รวมถึงอุปกร์ต่อพ่วงต่างๆ ออกมาให้หมด เพื่อป้องกันไม่ให้กาแฟ หรือของเหลวไหลเข้าไปในคอมพิวเตอร์ ให้คว่ำหน้าเครื่อง และพยายามให้กาแฟไหลออกมาจากคีย์ให้มากที่สุด (โน้ตบุ๊กบางรุ่นอย่าง ThinkPad ของ Lenono จะออกแบบให้ป้องกันน้ำ หรือของเหลวไหลเข้าไป พร้อมทั้งมีช่องทางคล้ายๆ กับรางน้ำให้ของเหลวไหลออกจากคีย์บอร์ดได้โดยง่ายอีกด้วย) ใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดแล้วบีบหมาดๆ แล้วซับเบาๆ เพราะถ้าเป็นกาแฟที่มีนม และน้ำตาล หรือเป็นน้ำส้มด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งต้องทำความสะอาดให้ได้มากที่สุด เพราะไม่งั้นมันจะเหนียวหนึบ คีย์บอร์ดของโน้ตบุ๊กบางรุ่นสามารถถอดปุ่มขึ้นมาได้ ยังไงก็ลองศึกษาดูจากคู่มือก่อนนะครับ

หลังจากทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ปล่อยทิ้งไว้สัก 24 ชั่วโมง เพื่อให้มันแห้งสนิท อย่างไรก็ตาม การทำความสะอาดเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่เป็นการรับประกันได้ว่า โน้ตบุ๊กของคุณจะปลอดภัย 100% เสียทีเดียว แต่มันเป็นสิ่งแรกที่ควรทำ เพราะโอกาสที่เมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาแล้วสามารถใช้งานได้เหมือนเดิม โดยไม่ต้องยกไปซ่อมมีสูงถึง 90% เลยทีเดีย


ข้อมูลจาก :http://www.arip.co.th/tips.php?id=409098

ดูแลแบตฯให้ใช้ได้นานๆ


ใช้โน้ตบุ๊กเรื่องส่วนใหญ่ให้ความใส่ใจกับ "แบตเตอรี่" น้อยกมาก ยกเว้นเวลาทีมีข่าวว่า มันร้อนจนลุกไหม้ หรือมีประกาศเรียกคืน ถึงจะตื่นเต้นให้ความสนใจพวกมันทีหนึ่ง อย่างมากก็อาจจะตั้งค่าการใช้พลังงานของแบตฯ (นึกแล้วน่าน้อยใจเหมือนกันนะเนี่ย) แต่สำหรับ Battery Care ฟรีแวร์เล็กๆ ตัวนี้จะช่วยดูแลสุขภาพของแบตเตอรี่ให้แทนคุณได้

Battery Care จะให้ความสนใจห่วงใยแบตเตอรี่ในโน้ตบุ๊กของคุณมากเป็นพิเศษ โดยมันสามารถตอบคำถามในสิ่งทีคุณนึกไม่ถึง ตัวโปรแกรมจะคอยตรวจสอบรอบเวลาที่ใช้ในการชาร์จ และดิสชาร์จแบตเตอรี่ตลอดเวลา ก่อนที่จะใช้อัลกอริธีมในการประเมินจากข้อมูลที่เก็บบันทึกไว้ว่า ถึงเวลาหรือยัง? ที่คุณควรจะดิสชาร์จแบตฯให้้หมดโดยสมบูรณ์สักที ซึ่งการทำเช่นนี้จะช่วยยืดอายุ หรือลดอาการเสื่อมของแบตฯได้

และเนื่องจากโปรแกรมสามารถเรียนรู้ประสิทธิภาพการทำงานของแบตเตอรี่ ทำให้มันคำนวณเวลาที่เหลือสำหรับการใช้งานต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งยังแสดงพลังงานที่เหลือในแบตเตอรี่ ตลอดจนยี่้ห้อผู้ผลิตให้ทราบได้อีกด้วย นอกจากนี้ โปรแกรมสามารถช่วยปรับแต่งค่าการใช้พลังงานของระบบปฏิบัติการอย่างเช่น Aero graphic ของ Vista และบริการอื่นๆ ที่กินไฟมากๆ ซึ่งสามารถใช้แทนยูทิลิตี้ Power Management ได้ อ้อ...โปรแกรมสามารถแสดงผลอุณหภูมิของ CPU ได้อีกด้วย


ข้อมูลจาก :http://www.arip.co.th/tips.php?id=409737

ดูแลหน้าจอ LCD ให้ใสปิ๊งอยู่เสมอ

สำหรับผู้ใช้มอนิเตอร์จอแบนที่เป็น LCD (หรือโน้ตบุ๊ก) พอนานๆ ไปคุณจะพบว่า หน้าจอมีจุดด่าง หรือรอยขีดข่วนเกิดขึ้น ซึ่งทำให้ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอไม่ชัดเจน วินทิปครั้งนี้ขอแนะนำวิธีง่ายๆ ในการดูแลหน้าจอให้สะอาดใหม่ใสปิ๊งอยู่เสมอด้วยตัวคุณเองครับ

ก่อนจะทำความสะอาดขั้นแรกให้คุณปิดการทำงานของจอ LCD ก่อน เพื่อว่าคุณจะได้สามารถมองเห็นรอยเปื้อน หรือร่องรอยของจุดด่างต่างๆ ได้อย่างชัดเจน จากนั้นหาผ้าฝ้ายที่ “อ่อนนุ่ม” แช่น้ำอุ่น แล้วบิดให้แห้งพอสมควร เช็ดเบาๆ บนหน้าจอจากบนลงล่าง หรือจากซ้ายไปขวา (ตามแต่ความถนัดของคุณ) แต่อย่าใช้วิธีเช็ดเป็นวงกลมโดยเด็ดขาด!!! หากปฎิบัติตามด้วยวิธีข้างต้นแล้ว ไม่สามารถทำให้หน้าจอดูสะอาดขึ้นมาได้ ให้คุณลองใช้น้ำส้มสายชูผสมกับน้ำสะอาดแทน อย่างไรก็ตาม หลักการทำความสะอาดหน้าจอ LCD ก็คือ ผ้าฝ้ายที่ใช้เช็ดจะต้องล้างให้สะอาดก่อนลงมือเช็ดทุกครั้ง และไม่ควรใช้การพ่นน้ำ (หรือ น้ำ + น้ำส้มสายชู) เข้าไปที่หน้าจอโดยตรง แล้วตามด้วยผ้าแห้งเช็ดถูเข้าไปอีกที ซึ่งด้วยวิธีนี้นอกจากจะไม่ช่วยให้หน้าจอของคุณสะอาดขึ้นแล้ว ยังอาจทำให้หน้าจอมีปัญหาการแสดงผลในอนาคตได้อีกด้วย หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาเช็ดกระจก หรือชุดทำความสะอาดที่ส่วนผสมของแอมโมเนีย เนื่องจากมันจะทำให้พื้นผิวหน้าจอ LCD กลายเป็นสีเหลือง (สังเกตได้จากสีขาวที่เห็นในหน้าจอจะเห็นเป็นสีเหลืองอ่อนๆ) หวังว่า คำแนะนำง่ายๆ ต่อไปนี้ คงจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้จอ LCD ทุกท่านนะครับ

ข้อมูลจาก :http://www.arip.co.th/tips.php?id=404544

ติดตามข้อมูลข่าวสาร notebook ได้ที่นี่

ติดตามข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับ notebook ทั้งหมดได้ที่นี่

ข้อมูลจาก : http://www.thainotebookclub.com/

เน็ตนอกบ้านต่อง่ายๆ ใน 1 คลิก Mobile / Aircard / Bluetooth / iPhone


เป็นกันบ้างไหมครับ? ที่เอาชีวิตไปผูกไว้กับอินเทอร์เน็ต ประมาณว่าตื่นเข้าขึ้นมายังไม่ได้ทันได้ล่างหน้าแปรงฟันเลย ก็ต้องเดินมาเปิดคอมพิวเตอร์ก่อนเป็นอันดับแรก หรืออย่างเวลาเดินทางไปไหนที่ต้องนั่งรถนานๆ หรือเข้าที่พักที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้ คุณแทบจะตะกายข้างฝากันเลยทีเดียว

พื้นที่โฆษณา

สนใจลงโฆษณา ติดต่อ โทร.0-2642-3400 ต่อ 4613 เพราะวิถีชีวิตของคนสมัยนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างมาก อินเทอร์เน็ต ไม่ใช่แค่สิ่งที่ทุกคนจำเป็นต้องมีต่อไปแล้ว แต่มันยังกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องเชื่อมต่อแทบจะตลอดเวลา ยังดีที่พระเจ้าได้สร้างสรรค์โน้ตบุ๊กและเน็ตบุ๊กที่คุณสามารถพก

ไปไหนมาไหน พร้อมกับเทคโนโลยี GPRS, EDGE และ 3G ขึ้นมาให้เราได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกันได้ทุกที่ทุกเวลา (ที่สัญญาณเครือข่ายไปถึง) ว่าแต่… จะเชื่อมต่ออย่างไรดีล่ะ

ขาดเน็ต ขาดใจ ต้องตาย ถ้าไม่ได้ออนไลน์

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะว่ามันเป็นช่องทางการสื่อสารที่ถูกกว่า คุ้มค่า สามารถรับ-ส่งข้อมูลได้หลายรูปแบบ สามารถเอามาทำงานได้สะดวกรวดเร็ว หรือว่าจะเป็นเพราะแอพพลิเคชันที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะเกมออนไลน์ ซึ่งถ้าพลาดไม่ได้ออนไลน์ไปแม้แต่วันเดียวก็อาจจะทำให้เก็บเลเวลตามเพื่อนไม่ทันกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็ยังมีเกมจาก Social Network ต่างๆ ที่ทำให้เด็กยัน ผู้ใหญ่ ติดกันงอมแงม ไม่เว้นแม้แต่หนุ่มสาวออฟฟิศที่ต้องแอบเล่นกันจนไม่เป็นอันทำงานเลยทีเดียว อย่างน้อยก็ต้องขอล็อกอินเข้าไปดูสภาพความเป็นอยู่ของสัตว์เลี้ยงใน Pet Society, บรรยากาศร้านอาหารใน Restaurant City หรือแอบไปขโมยผักเพื่อนใน Country Story เสียหน่อย


1: Restaurant City เกมฮิตใน Facebook ที่ใครก็ติดกันงอมแงม

2: Windows Live Messenger หรือที่เรียกว่า M นั้นอีกหนึ่งบริการที่ต้องออนไลน์แทบตลอดเวลา

3: Twitter ที่เล่นกันได้ทั้งวัน ทั้งคืน ตลอด 24 ชั่วโมง แม้ขณะเข้าห้องน้ำ บางคนก็ยังจะเล่น

แต่ไม่ว่าคุณจะใช้เพื่อทำงานหรือจะเพื่อความบันเทิงก็ตาม ความจำเป็นในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็ยังคงมีอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเทคโนโลยีที่ทำให้คุณสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ก็มีอยู่หลายอย่างด้วยกัน อย่างถ้าอยู่ในบ้านหรือในออฟฟิศก็มีอินเทอร์เน็ตผ่านแลนหรือไวร์เลสส์ให้เล่นได้ ถ้าไปตามห้างก็ยังมี Hotspot ของผู้ให้บริการรายต่างๆ ให้เลือกเยอะแยะเต็มไปหมด แต่สำหรับใครที่ต้องเดินทางบ่อยๆ หรือไปพักตามต่างจังหวัดที่การหาอินเทอร์เน็ตใช้เป็นเรื่องลำบาก ทางเลือกอีกทางก็คือการต่อเน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือที่เราจะมาพูดถึงวิธีการเชื่อมต่อกันในวันนี้ครับ


WiFi ดูจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่ก็จำกัดเฉพาะในอาคารหรือเขตชุมชนวงแคบๆ เท่านั้น

เชื่อมต่อง่ายๆ ผ่านมือถือ

โทรศัพท์มือถือจัดว่าเป็นอุปกรณ์ที่ทุกคนจะต้องมีติดตัวกันอยู่แล้ว บางคนพก 2-3 เครื่องก็มี อันนี้ก็แล้วแต่การใช้งานของแต่ละคน แต่สิ่งหนึ่งที่มือถือให้ได้ก็คือการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทั้ง GPRS, EDGE หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง 3G ที่นอกจากจะให้ความเร็วในการเชื่อมต่อที่สูงไม่แพ้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ทั้งหลายแล้วยังให้พื้นที่ครอบคลุมการใช้งานที่มากกว่าด้วย เรียกได้ว่าที่ไหนมีคลื่นมือถือก็สามารถใช้งานได้ แต่อาจจะมีระดับความเร็วที่แตกต่างไปตามพื้นที่ให้บริการครับ

เอาล่ะครับ ก่อนที่จะไปดูวิธีการเชื่อมต่อ เรามาดูกันก่อนดีกว่าครับว่าการต่อเน็ตผ่านมือถือนั้นจะต้องมีอุปกรณ์อะไรบ้าง


เครื่องคอมพ์ หรืออุปกรณ์ที่จะใช้เล่นเน็ต

อันนี้ขาดไม่ได้เลยครับ เพราะถ้าคุณไม่มีคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่จะใช้อินเทอร์เน็ตแล้วจะต่ออินเทอร์เน็ตไปทำไมจริงๆ ไหมครับ สำหรับส่วนนี้อาจจะเป็นคอมพ์ชนิดไหนก็ได้ทั้งโน้ตบุ๊ก เน็ตบุ๊ก แล้วแต่ความชอบ ความถนัด หรือจะเป็นเครื่อง

เดสก์ทอปตั้งโต๊ะก็ได้ในกรณีที่บ้านยังไม่มีโทรศัพท์ใช้ก็สามารถต่อด้วยมือถือได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ก็ยังสามารถเล่นโดยตรงผ่านตัวมือถือเองก็ได้ แต่อาจจะทำอะไรได้ไม่มาก ขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่อยู่ในโทรศัพท์ว่ารองรับได้มากน้อยขนาดไหน


โทรศัพท์มือถือที่นอกจากใช้โทรคุยแล้วยังสามารถใช้ต่อเน็ตได้ด้วย

แอร์การ์ด อุปกรณ์ที่ช่วยให้คอมพ์ของคุณต่อเน็ตผ่านซิมมือถือได้

เน็ตบุ๊กบางรุ่นสามารถใส่ซิมเพื่อต่อเน็ตได้ในตัวเลย

อุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อ

ในที่นี้จะหมายถึงอุปกรณ์ที่เป็นตัวเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนะครับ ถ้าพื้นฐานสุดๆ เลยก็คงจะเป็นตัวโทรศัพท์มือถือเอง แต่ต้องเป็นรุ่นที่รองรับ GPRS หรือ EDGE หรือ HSDPA (3G) อย่างน้อยอย่างหนึ่งนะครับ โดยเชื่อมต่อกับคอมพ์ผ่านสายลิงก์ที่เป็น USB หรือไม่ก็ Bluetooth ครับ นอกจากนี้ก็ยังมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า “แอร์การ์ด” อีก ซึ่งสามารถใส่ซิมโทรศัพท์มือถือแล้วใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้มือถือเลย เพียงแค่ไม่สามารถใช้โทรคุยได้เท่านั้น แต่มีหลายคนที่บอกว่าใช้แอร์การ์ดนั้นเร็วกว่าใช้มือถือต่ออยู่เหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีโน้ตบุ๊กและเน็ตบุ๊กบางรุ่นที่ได้ฝังตัวแอร์การ์ดมาพร้อมกับตัวเครื่อง สามารถใส่ซิมเข้าไปที่ตัวเครื่องแล้วเล่นเน็ตได้เลย


ซิมโทรศัพท์มือถือ พร้อมเปิดบริการอินเทอร์เน็ต

อีกหนึ่งสิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือซิมโทรศัพท์มือถือธรรมดาที่เราใช้งานกันอยู่นี่แหละครับ แต่จะต้องเปิดบริการอินเทอร์เน็ตเอาไว้ด้วย หรือถ้าให้ดีก็ควรสมัครแพ็กเกจ GPRS หรือ EDGE เอาไว้ด้วยก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะทีเดียว สำหรับซิมนั้นคุณอาจจะใช้ซิมเดียวกับเบอร์ที่คุณใช้โทรเป็นประจำก็ได้ หรือจะซื้อเป็นซิมสำหรับเล่นเน็ตโดยเฉพาะแยกมาอีกซิมเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่คุณใช้ อย่างถ้าคุณใช้โทรศัพท์เครื่องเดียว และใช้มันสำหรับต่ออินเทอร์เน็ตด้วยก็ควรจะใช้ซิมเดียวกับที่คุณโทรเป็นประจำเพื่อจะได้ไม่ต้องมาสลับซิมไปมาให้วุ่นวายครับ

เชื่อมต่อง่ายๆ ไม่ยากอย่างที่คิด

เมื่ออุปกรณ์ต่างๆ ถูกเตรียมไว้อย่างพร้อมสรรพแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนของการเชื่อมต่อกันจริงๆ เสียที ซึ่งผมขอแบ่งแยกย่อยออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ นะครับ คือการเชื่อมต่อด้วยพอร์ต USB, การเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth, การเชื่อมต่อโน้ตบุ๊กหรือเน็ตบุ๊กที่มีแอร์การ์ดอยู่ภายในตัวอยู่แล้ว และสุดท้ายคือการเชื่อมต่อผ่าน iPhone ที่กำลังฮิตใช้งานกันอย่างมากครับ


ข้อมูลจาก : http://www.arip.co.th/articles.php?id=407322

ท้าพิสูจน์ IE8 ป้องกัน URL อันตรายได้ดีกว่าบราวเซอร์ตัวอื่น!!!

ปัจจุบันเว็บบราวเซอร์ส่วนใหญ่จะมีการใช้บัญชีดำ (blacklist) ในการป้องกันผู้ใช้จากเว็บไซต์อันตรายที่มีการตรวจพบรับทราบกันแล้ว โดยบราวเซอร์บางตัวก็จะใช้ Safe Browsing API (โปรแกรมเชือมต่อ หรือเรียกใช้ เพื่อทำงานให้กับแอพพลิเคชัน) ของกูเกิ้ล (Google) ซึ่ง API ดังกล่าวยังอยู่ในขั้นทดลองใช้ แต่สำหรับ IE8 ของไมโครซอฟท์ (Microsoft) มันจะมีคุณสมบัติการทำงานที่เรียกว่า SmartScreen ที่ต่อยอดมาจากโปรแกรมคัดกรองฟิชชิ่ง (Phishing Filter) ใน IE7 ด้วยคุณสมบัตินี้ IE8 จะสามารถตรวจสอบเว็บไซต์ทีคุณเรียกเข้ามา เปรียบเทียบกับบัญชีดำที่ได้มีการจัดทำไว้แล้ว เมื่อใดก็ตาม ทีคุณติดต่อเข้าไปยังเว็บไซต์อันตราย (เช่น antiviruselite.com) คุณจะได้รับข้อความแจ้งเตือนดังรูปข้างล่างนี้จากทาง IE8 ทันที

กลไกการป้องกันของกูเกิ้ลก็จะคล้ายๆ กัน แต่ข้อมูลได้มาจากผู้ใช้ ในขณะที่ไมโครซอฟท์รวบรวมและคัดกรองจากฐานข้อมูลของเว็บไซต์ทีมีชื่อเสียงหลายๆ แห่ง ไม่ได้มาจากรายงานเพียงชิ้นเดียว ซึ่งรายชื่อเว็บไซต์อันตรายถูกบรรจุเข้าไปในฐานข้อมูลของไมโครซอฟท์จะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดทั้ง URL และ IP โดยจะวินิจฉัยจนแน่ใจว่า ควรจะบล็อกแค่โดเมนเนม หรือไอพีไปเลย ข้างล่างนี้เป็นบราวเซอร์ Chrome ซึ่งใช้ Google Safe Browsing API ติดต่อเข้าไปยังเว็บไซต์เดียวกันกับข้างบนนี้ ผลปรากฎว่า เข้าได้เฉยเลยครับ...อะจึ๋ย!!! (ทดลองเข้าเมื่อเวลา 11:30 น. 16/03/2010)

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.arip.co.th/tips.php?id=411069

ใช้ Facebook อย่างปลอดภัย

นี่คือสิ่งที่คุณจะต้องรู้ก่อนเริ่มสานสัมพันธ์กับเพื่อนบนโลกออนไลน์อย่าง Facebook เก็บเรื่องราวให้เป็นความลับ - ก่อนที่คุณจะเริ่มโพสต์เนื้อหาหรือรูปภาพต่างๆ อย่าลืมตั้งค่าความเป็นส่วนตัว ระบุว่าใครบ้างที่สามารถเข้ามาดูอัลบั้มภาพถ่าย วิดีโอ โพรไฟล์ สถานะการอัพเดต และอีกสารพันข้อมูลเกี่ยวกับตัวของคุณได้บ้างคิดก่อนรับเป็นเพื่อน - การค้นหาว่าใครบ้างที่อยู่ในรายชื่อคอนแทกต์บนอีเมล์ของคุณกำลังใช้ Facebook อยู่ เป็นเรื่องที่ไม่ยาก แต่ก่อนที่จะรับคนเหล่านั้นให้เป็นเพื่อนกับคุณบน Facebook อย่าลืมพิจารณาให้รอบคอบด้วย ข่าวคราวเกี่ยวกับ Facebook ในช่วงที่ผ่านมามีมากมาย และหลายๆ เรื่องก็เกี่ยวกับเรื่องหลุดๆ ลับๆ ที่ไปโผล่อยู่บน Facebook อย่างล่าสุดมีกรณีที่ข้อมูลส่วนตัวของหัวหน้า MI6 (ต้นสังกัดของสายลับอย่างเจมส์ บอนด์) เกิดหลุดออกไปบนอินเทอร์เน็ตผ่าน Facebook อย่างไม่น่าให้อภัย เพราะทางการอังกฤษต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อปิดบังข้อมูลดังกล่าว แต่ภรรยาของหัวหน้า MI6 ที่ว่ากลับเผยแพร่ทั้งภาพและรายละเอียดส่วนตัวในที่สาธารณะซะงั้น

เสน่ห์ของ Facebook มีหลายอย่าง แน่นอนว่าการเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายเพื่อนฝูงที่รู้จัก ทำให้ความสัมพันธ์ของผู้คนใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ก่อนหน้านี้แม้แต่บิลล์ เกตส์ แห่งไมโครซอฟท์ก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวันบน Facebook แม้ล่าสุดจะมีข่าวว่าเลิกเล่นไปแล้วก็ตาม เพราะโดนขอเป็นเพื่อนเยอะเกินจะรับไหว

ว่าไปแล้วสิ่งที่หลายคนกลัวมากที่สุดก็คือ เรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรให้คนอื่นรู้ แต่กลับถูกเปิดเผยไว้บนวอลล์ของ Facebook ที่ทำให้ทุกคนที่คุณรู้จักได้ล่วงรู้ถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่เหมาะสมไปด้วย ซึ่งถ้าคนที่คุณเป็นเพื่อนด้วยบน Facebook นั้นมีแต่เพื่อนสนิทจริงๆ นั่นก็คงไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร แต่หลายครั้งเพื่อนเหล่านั้น -- ไม่ใช่แค่เพื่อน แต่เป็นเจ้านายบ้าง คู่ค้าทางธุรกิจบ้าง ลูกน้องบ้าง หรือแฟนเก่าบ้าง

รับรองว่าคุณต้องมีหลายๆ เรื่องที่ไม่อยากให้คนเหล่านี้ได้รับรู้แน่นอน ซึ่งหากไม่เตรียมการให้ดีๆ รับรองว่าการแก้ไขปัญหาทีหลังนั้นแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

ฉะนั้นถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงและภาพลักษณ์หน้าตาให้ต้องปกป้อง การเปิดโล่งบัญชี Facebook ถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงอย่างยิ่ง อย่าลืมว่า Facebook ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในด้านธุรกิจ อย่าลืมพิจารณาถึงสิ่งเหล่านี้ก่อนที่จะกระโจนเข้าใส่ Facebook แบบเต็มตัว:

Facebook ถูกสร้างและพัฒนาขึ้นโดยคนหนุ่มสาวเพื่อคนหนุ่มสาว ก่อนหน้านี้อีเมล์ที่จะสมัครเข้าไปเปิดบริการ Facebook ได้ต้องเป็นอีเมล์ที่ลงท้ายด้วย .edu ซึ่งก็คือ คนที่เรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ และแม้กฎเกณฑ์ดังกล่าวจะไม่ได้ถูกบังคับใช้แล้วในวันนี้ แต่ดีเอ็นเอของ Facebook ไม่เปลี่ยนแปลง เว็บไซต์ที่ออกแบบมาเพื่อให้หลายคนได้โอ้อวดวีรกรรมสมัยเรียน ไม่น่าจะช่วยให้ภาพพจน์ความเป็นมืออาชีพทางธุรกิจของคุณดูดีขึ้นแม้แต่น้อย

อินเทอร์เฟซการใช้งานที่ดูยุ่งยาก เป็นผลมาจากแนวทางการออกแบบเพื่อผู้ใช้ซึ่งอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย มีเซนส์ในการเล่นวิดีโอเกม และก็ไม่ได้สนใจในเรื่องเกี่ยวกับประสิทธิภาพทางธุรกิจเลยแม้แต่น้อย ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ง่ายและแก้ไขได้ยากเมื่ออยู่บน Facebook ซึ่งต่างจากแอพพลิเคชันที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในธุรกิจโดยเฉพาะ

คุณไม่สามารถคาดเดาหรือควบคุมได้เลยว่า จะมีใครที่ขอเข้ามาเป็นเพื่อนของคุณบ้างบน Facebook จะตอบรับอย่างไรถ้าเจ้านายหรือลูกค้าของคุณขอเป็นเพื่อนบน Facebook ด้วย? จะปล่อยให้คนเหล่านั้นเข้ามาเห็นพฤติกรรมความร่าเริงแบบเกินตัวของคุณสมัยเรียนหรือที่ยังเป็นอยู่แม้แต่ในขณะนี้ หรือว่าจะกล้าปฏิเสธการขอเป็นเพื่อนดังกล่าว? นี่เป็นสถานการณ์ที่ชวนปวดหัวอย่างยิ่งสำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการเล่น Facebook

Facebook มักปล่อยคุณสมบัติใหม่ๆ ให้ผู้ใช้ได้สัมผัสกันโดยไม่มีประกาศแจ้งเตือนล่วงหน้า ไม่นานมานี้ก็เพิ่งจะมีคุณสมบัติที่ติดตามการชอปปิงของผู้ใช้แล้วเผยแพร่ให้คนอื่นๆ ได้รู้กันทั่ว ซึ่งน่นอนว่าโดนประท้วงโดยผู้ใช้อย่างแรง และตามมาด้วยคดีความละเมิดสิทธิส่วนบุคคลต่างๆ มากมาย แต่รับรองว่านี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราได้เห็นอะไรแบบนี้บน Facebook แน่นอน ความจริงต้องตั้งคำถามตั้งแต่แรกแล้วว่า Facebook เก็บบันทึกข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ของผู้ใช้ไปตั้งแต่แรกเพื่อจุดมุ่งหมายอะไร?

การหลอกลวงทาง Facebook กำลังเริ่มระบาด มีกรณีที่ Facebook ของคนรู้จักโดนแฮก และมีการส่งข้อความหาเพื่อนหลายๆ คนทำนองว่าต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน และเริ่มมีการแช็ตกันจริงจังเพื่อเริ่มกระบวนการหลอกลวง ซึ่งสำหรับคนที่ไม่ได้ระแวงอะไร มันก็เป็นเพียงแค่คำร้องขอจากเพื่อนคนหนึ่งที่คุณรู้จักและเต็มใจจะช่วยเหลือ แต่บางครั้งอาจเป็นเพียงแค่การอาศัยประโยชน์จาก Facebook โดยที่เจ้าตัวไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย หากเจอกับสถานการณ์แบบนี้จริง ติดต่อกันโดยตรงดีที่สุด จะทางโทรศัพท์หรือจะนัดเจอกันก็ได้ หากใครพอจะได้เค้าลางว่ากำลังโดนหลอก แจ้งตำรวจเอาไว้ก่อนน่าจะดีที่สุด

หรือบางครั้งคุณอาจได้รับคำร้องขอเป็นเพื่อนผ่าน Facebook ที่ชักชวนให้ดาวน์โหลดโปรแกรมสำหรับเล่นไฟล์วิดีโอ ซึ่งโปรแกรมที่ว่านั้นแท้จริงก็คือ โปรแกรมอันตรายที่กำลังจะแอบแฝงตัวเข้ามาในคอมพิวเตอร์ของเรา ซึ่งอาจจะมีการชักชวนทั้งผ่านทางอีเมล์หรือหน้าเว็บ และด้วยความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างกันบน Facebook ก็ทำให้หลายคนเผอเรอไม่ระมัดระวังในเรื่องนี้จนเกิดปัญหาขึ้นตามมาภายหลัง

แต่อย่าเพิ่งหมดหวัง คุณสามารถใช้ Facebook อย่างปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง วิจารณญาณที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ได้พอสมควร สำหรับมือใหม่เพิ่งหัดใช้ ลองเข้าไปตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้ที่ Privacy Settings จากเมนู Settings ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนรายละเอียดในการเผยแพร่ภาพถ่าย ข้อความ ข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลการทำงานได้ ซึ่งรวมไปถึงสิ่งที่สมาชิกคนอื่นๆ จะมองเห็นด้วย ฉะนั้นเจ้านายหรือแฟนเก่าของคุณถูกกำหนดให้เห็นข้อมูลที่แตกต่างออกไปบน Facebook ของคุณ อย่าลืมว่าการปล่อยให้คนทั่วไปที่ไม่รู้จักเห็นข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับคุณนั้น ไม่ใช่คำตอบที่ฉลาดซักเท่าไรนัก

อีกหนึ่งคุณสมบัติที่ต้องระวังก็คือ "Find Friends" ซึ่งยอมให้คุณกรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของเว็บเมล์อย่าง Gmail หรือ Yahoo! Mail เพื่อดึงเอาข้อมูลรายชื่อคนที่คุณรู้จักมาใส่ไว้บน Facebook -- อย่าลืมดูให้แน่ใจว่า รายชื่อเหล่านั้นไม่มีคนที่คุณติดต่อทางธุรกิจอยู่ด้วย เพราะนั่นอาจจะเสี่ยงต่อการเปิดเผยเรื่องส่วนตัวที่ไม่เหมาะไม่ควรให้แก่คนเหล่านั้นได้ทราบ

ส่วนการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวด้วยการจำกัดการใส่แท็กชื่อของคุณเข้ากับรูปภาพต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ควรทำ เพราะบางครั้งคุณก็ไม่อยากให้คนอื่นๆ ได้เห็นภาพส่วนตัวบางอย่าง ที่โดนแท็กจากคนอื่นแต่ใส่เป็นชื่อของคุณเพื่ออ้างอิงมาที่ตัวคุณอย่างตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

ฉะนั้นก่อนจะเริ่มใช้ Facebook อย่าลืมสละเวลาซักหนึ่งชั่วโมงเพื่อรีวิวการตั้งค่าต่างๆ เหล่านี้ตั้งแต่แรกเริ่ม การเปิดใช้บัญชี Facebook ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การตั้งค่าให้เหมาะสมกับการใช้งานเพื่อไม่ให้เรื่องลับๆ ของคุณถูกเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง อาจต้องใช้เวลาบ้างพอสมควร

ทางออกอีกทางหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การจัดแบ่งกลุ่มความสัมพันธ์ให้ชัดเจน เช่น หากมีเพื่อนนักธุรกิจหรือลูกค้าที่ต้องการติดต่อกับคุณผ่านเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ การหันไปใช้ LinkedIn หรือเว็บอื่นๆ ก็น่าจะดีกว่าการที่รวมเอาผู้คนจากทั่วทุกสารทิศมาไว้ภายใต้ Facebook แถมคุณยังมีข้ออ้างดีๆ ในการปฏิเสธการขอเป็นเพื่อนบน Facebook และชักชวนให้คนรู้จักทางธุรกิจหันไปคบค้าสมาคมกันบนเว็บอื่นที่เฉพาะทางมากขึ้นด้วย


ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.arip.co.th/articles.php?id=407323

ฮาร์ดดิสก์บิ๊กไซส์ไม่เหมาะกับ Win XP

แม้ระบบปฏิบัติการ Windows 7 จะเป็นโอเอสที่ขายดี และมีอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดก็ตาม แต่ก็ยังมีผู้ใช้หลายคนที่ยังคงมีเหตุผลที่จะใช้ชีวิตอยู่บน Windows XP ต่อไป โดยเฉพาะเรื่องของความเข้ากันได้กับฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ที่ใช้ แม้มันจะมีอายุล่วงเลยมานับสิบปีแล้วก็ตาม ล่าสุดผู้ใช้ XP อาจจะประสบกับปัญหากับการใช้ฮาร์ดดิสก์รุ่นใหม่ที่มีการขยับคุณสมบัติบางอย่าง

ประเด็นก็คือ ฮาร์ดดิสก์รุ่นต่อไปจะมีขนาดของเซ็คเตอร์ (Sector) หรือพื้นที่บันทึกข้อมูลที่แบ่งย่อยจากรอบวงการเขียนข้อมูลบนจานดิสก์ (เรียกว่า Track) ที่มีการขยับขนาดขึ้นเป็น 4K ในขณะฮาร์ดดิสก์ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันก่อน Windows XP จะมีขนาดสูงสุด 512B เท่านั้น เหตุผลที่ต้องเพิ่มขนาดของเซ็คเตอร์แบบก้าวกระโดดก็เนื่องจากขนาดของเซ็คเตอร์ที่ 512B เหมาะกับฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาด 10-100GB แต่ปัจจุบันฮาร์ดดิสก์ทั่วไปก็จะมีความจุตั้ง 500GB เข้าไปแล้ว โดยสูงสุดอยู่ที่ 2TB นั่นหมายความว่า มันถึงเวลาที่จะต้องขยับขนาดของเซ็คเตอร์ให้ได้สมรรถนะการทำงานที่สอดคล้องกับความต้องการใช้ขนาดความจุที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลแล้ว

และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฮาร์ดดิสก์ต้องขยายขนาดเซ็คเตอร์เพิ่มขึ้นเป็น 4K เนื่องจากมันหมายถึงการจัดการกับพื้นที่ส่วนย่อยที่ใหญ่ขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพความเร็วในการทำงานโดยรวมเร็วขึ้นด้วย (เปรียบเทียบการทำงานของหัวอ่าน/เขียนครั้งละ 512B กับ 4K ก็จะเห็นได้ทันทีว่า มันดีกว่าอย่างไร?) สำหรับผู้ใช้ Windows XP ปัญหาที่พบก็คือ ในขณะที่ฮาร์ดดิสก์ที่ใช้มีขนาดเซ็คเตอร์ 4K แต่ XP ทำงานกับเซ็คเตอร์ทีมีขนาด 512B ดังนั้น มันก็แค่ทำให้มองเห็นเซ็คเตอร์เป็น 512B โดยในการอ่านข้อมูล ผู้ใช้จะไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง แต่หากเป็นการเขี่ยนข้อมูลมันจะช้าลงถึง 10% เป็นอย่างน้อย เนื่องจากโหมดการจำลองการทำงานจะต้องมีการเขียนข้อมูล 2 ครั้ง ซึ่ีงคงไม่คุ้มกับการลงทุนฮาร์ดดิสก์ทีมีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อแลกกับการทำงานช้าลง วิธีแก้ปัญหาก็ง่ายนิดเดียว นั่นก็คือ อัพเกรดเป็น Windows 7 ไปเลย แต่มันก็อาจจะใช่เรื่องที่ทุกคนทำได้ รายงานข่าวนี้จึงเป็นแค่การเตือนถึงสิ่งที่กำลังจะมาในปี 2011 นี้ ซึ่งคุณยังมีเวลาเตรียมพร้อมสำหรับการอัพเกรดโอเอส มันคงถึงเวลาต้องเปลียนแล้วกระมัง

ข้อมูลจาก: TechFreqNews

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.arip.co.th/news.php?id=411057

เครื่องมือส่วนตัว