ปฏิญญาชะอำ-หัวหิน

จาก SSM Wiki

ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น
  • ปฏิญญาชะอำ-หัวหินว่าด้วยแผนงานสำหรับประชาคมอาเซียนปี 2552-2558 ที่ผู้นำจากไทย ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และบรูไน ได้ร่วมลงนามในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา เป็นแผนการที่จะยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจจากเขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟตาที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2535 ไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(ASEAN Economic Community: AEC) ในปี 2558 หลังความตกลงฉบับใหม่ของอาเซียน 3 ฉบับ 1 คือ ความตกลงการค้าสินค้า ความตกลงการค้าบริการและความตกลงว่าด้วยการลงทุน เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนมิถุนายน 2552 ซึ่งประเทศอาเซียนจะต้องทยอยเปิดเสรีโดยการลดอุปสรรคและปรับปรุงกฎระเบียบการค้าการลงทุนและการเคลื่อนย้ายแรงงานให้เสร็จสิ้นภายในปี 2558 ทำให้สินค้า บริการ เงินทุนและแรงงานมีฝีมือของประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถเคลื่อนย้ายภายในภูมิภาคได้อย่างเสรี นอกจากนี้ความตกลงในปฏิญญาชะอำ-หัวหินยังช่วยส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าและบริการได้แก่ การตรวจปล่อยสินค้าเพียงจุดเดียวแต่สามารถกระจายสินค้าได้ทั่วภูมิภาคอาเซียน การปรับปรุงระบบพิธีการศุลกากรให้สอดคล้องกัน การจัดช่องทางศุลกากรพิเศษสำหรับสินค้าอาเซียน รวมถึงการเดินทางผ่านแดนของบุคคลให้มีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยประเทศสมาชิกจะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวและบุคคลอาเซียนสามารถเดินทางไปมาได้โดยใช้วีซาเพียงใบเดียว ปัจจัยเหล่านี้จะมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้สินค้าบริการและการลงทุนของไทยสามารถกระจายไปยังตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 570 ล้านคนได้มากขึ้น
  • ผู้นำอาเซียนต่างเล็งเห็นถึงความสำคัญของธุรกิจเอสเอ็มอีจึงมีแผนจะเร่งรัดพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้มากขึ้นทั้งในด้านการค้าการลงทุนและเตรียมรับมือกับการเปิดเสรีอย่างรอบด้านที่จะมาถึงในปี 2558 นอกจากนี้ยังนับเป็นโอกาสดีของธุรกิจเอสเอ็มอีไทยที่รัฐบาลมีเป้าหมายจะผลักดันให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูงไปทำตลาดในต่างประเทศมากขึ้นโดยเฉพาะธุรกิจแฟรนไชส์ ร้านอาหารและสินค้าอาหาร โลจิสติกส์ สิ่งพิมพ์ บริการสุขภาพและธุรกิจรักษาพยาบาล เป็นต้น
  • ปัจจุบันธุรกิจเอสเอ็มอีมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 98 ของธุรกิจของอาเซียนทั้งหมดและช่วยสร้างการจ้างงานภายในภูมิภาคได้เป็นจำนวนมาก แต่มูลค่าการค้าภายในภูมิภาคของเอสเอ็มอีอาเซียนเองกลับมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้เพราะกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีขนาดเล็กมากหรือยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของธุรกิจมักจะเน้นทำตลาดในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีขีดความสามารถสูงมักจะเข้าไปทำตลาดในประเทศพัฒนาอย่างญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาหรือสหภาพยุโรป การพึ่งพิงตลาดประเทศพัฒนาจึงทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่อาจหลีกเลี่ยงผลของภาวะเศรษฐกิจโลกที่กระทบต่อความต้องการสินค้าเอสเอ็มอีของอาเซียน และส่งผลต่อเนื่องไปยังผู้ประกอบการขนาดเล็กที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานให้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากภาวะซบเซาของตลาดในประเทศและการชะลอตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ด้วยเหตุนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยจึงควรหันกลับมาทำตลาดในอาเซียนมากขึ้น
  • เพราะแม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมของอาเซียนมีแนวโน้มชะลอตัวลงในปี 2552 แต่สมาชิกอาเซียนจะได้รับผลกระทบในระดับที่แตกต่างกันตามระดับการเปิดประเทศหรือสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศต่อ GDP โดย เศรษฐกิจของสิงคโปร์ที่มีอัตราการเปิดประเทศสูง มีการขยายตัวติดลบตลอด 2 ไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 ขณะที่เศรษฐกิจของกลุ่ม CLMV ได้แก่ ลาว กัมพูชา พม่าและเวียดนาม ซึ่งมีอัตราการเปิดประเทศต่ำกว่า (ยกเว้นเวียดนาม) มีแนวโน้มจะขยายตัวได้ดีเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนอื่น ดังนั้นปฏิญญาชะอำ-หัวหินย่อมจะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่กำลังแสวงหาตลาดใหม่และต้องการเข้าไปทำตลาดในอาเซียนโดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีเป้าหมายที่รัฐบาลไทยให้การส่งเสริมอยู่ในขณะนี้เช่น ธุรกิจอาหาร บริการสุขภาพและธุรกิจรักษาพยาบาล
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ปฏิญญาชะอำ-หัวหินที่ไทยเพิ่งลงนามไปจะช่วยขยายโอกาสทางการค้าการลงทุนให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยโดยเฉพาะธุรกิจการผลิต/ส่งออกสินค้าและธุรกิจบริการสาขาท่องเที่ยว ซึ่งจะขอสรุปประเด็นสำคัญและข้อควรระวังที่คาดว่าเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจเอสเอ็มอีไทย ดังนี้

ภาคการส่งออกสินค้า

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ในระยะสั้น การส่งออกสินค้าของธุรกิจเอสเอ็มอีไทยอาจจะยังไม่ได้ประโยชน์จากการลดภาษีภายใต้กรอบปฏิญญาชะอำ-หัวหินมากนัก เพราะความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียนเป็นการรวบรวมความตกลงจากกรอบ AFTA เดิมโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงหลักการในสาระสำคัญที่กำหนดให้สมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศยกเลิกภาษีในปี 2553 แต่ในระยะกลางจนถึงระยะยาว สินค้าเกษตรและสินค้าเอสเอ็มอีของไทยจะได้ประโยชน์จากการลดมาตรการมิใช่ภาษีและความร่วมมือในปฏิญญาฉบับนี้ค่อนข้างมากโดยเฉพาะแผนการสร้างความมั่นคงทางอาหารระยะ 5 ปี(ปี 2552-2556) ที่จะเกิดการแบ่งงานกันระหว่างภาครัฐ/อาเซียนในการกำหนดแนวนโยบายและทิศทางการแก้ไขปัญหา กับบทบาทของภาคเอกชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีและการวิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตมากขึ้น นอกจากนี้อาเซียนมีแผนจะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนโดยให้รัฐบาลอาเซียน 10 ชาติถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 60 และเอกชนอาเซียนถือหุ้นร้อยละ 40 เพื่อพัฒนาสินค้าเอสเอ็มอีและสินค้าเกษตรเช่น ข้าว ยางพารา น้ำมันปาล์ม กาแฟ น้ำตาลและสับปะรด ให้มีมาตรฐานสินค้าในระดับเดียวกันและร่วมกันกำหนดราคาเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับประเทศนอกกลุ่ม รวมถึงแผนการจัดตั้งกองทุนอาเซียนเพื่อให้ภาคเอกชนสามารถกู้ยืมเงินเพื่อประกอบธุรกิจได้ง่ายขึ้น
  • ภาคการส่งออกของไทยได้ประโยชน์จากการลดภาษีสินค้าภายใต้กรอบ AFTA มาตั้งแต่ปี 2536 ทำให้อาเซียนกลายเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย ปัจจุบันสินค้าร้อยละ 99 ของอาเซียนมีอัตราภาษีอยู่ระหว่างร้อยละ 0-5 และจะยกเลิกภาษีทั้งหมดภายในวันที่ 1 มกราคม 2553 ซึ่งคาดว่าจะช่วยขยายมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยกับอาเซียนให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก โดยสินค้าที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการเปิดตลาดของอาเซียนคือ สินค้าเกษตร เช่นผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ผักและผลไม้ ผลิตภัณฑ์จากธัญพืชและอาหารสัตว์ ซึ่งผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพการแข่งขันสูงและมีการส่งออกไปยังตลาดอาเซียนในปริมาณมาก ยกเว้นสินค้าที่ไทยมีขีดความสามารถการแข่งขันต่ำ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรจะเร่งปรับตัวเพื่อเตรียมรับมือกับคู่แข่งที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าหรือมีเทคโนโลยีการผลิตสูงกว่า เช่น ปาล์มน้ำมันที่อาจจะมีการแข่งขันจากมาเลเซีย ถั่วเหลือง(กัมพูชา) ข้าว(เวียดนาม) กาแฟ(อินโดนีเซีย) ชา(ลาวและเวียดนาม) น้ำมันมะพร้าว(ฟิลิปปินส์) ทั้งนี้ไทยได้ชะลอการลดภาษีออกไปจนถึงปี 2558 และจะมีสินค้าเพียง 4 กลุ่มหรือ 7 รายการเท่านั้นที่ไทยสงวนสิทธิ์ไม่ยกเลิกภาษีได้แก่ กาแฟ มันฝรั่ง มะพร้าวแห้งและไม้ตัดดอก
  • สินค้าอุตสาหกรรมที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มไทยจะได้ประโยชน์จากการยกเลิกภาษีคือ เครื่องใช้ไฟฟ้าเคมีภัณฑ์และอัญมณีเครื่องประดับ ส่วนหนังและผลิตภัณฑ์ แก้วและเซรามิกรวมถึงวัสดุก่อสร้างกลุ่มอโลหะ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยในภาพรวมมีขีดความสามารถการแข่งขันสูงอยู่แล้ว แต่ควรจะปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้มีรูปแบบและคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคอาเซียนจึงจะสามารถเข้าสู่ตลาดอาเซียนได้มากขึ้นโดยเฉพาะสิงคโปร์และมาเลเซีย ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมที่อาจจะได้รับผลกระทบได้แก่ เหล็ก โลหะและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกล เครื่องมือเฉพาะด้าน เยื่อกระดาษ กระดาษและผลิตภัณฑ์ ยานยนต์โดยเฉพาะชิ้นส่วนและอุปกรณ์ขนส่ง สิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์พลาสติกและเฟอร์นิเจอร์ เนื่องจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยมีขีดความสามารถการแข่งขันไม่สูงและตลาดอาเซียนมีความต้องการนำเข้าสินค้าจากไทยน้อย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศอาเซียนสามารถผลิตสินค้าได้ดีกว่าหรือสามารถผลิตสินค้าชนิดเดียวกันแต่มีต้นทุนต่ำกว่าสินค้าของไทย ดังนั้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยควรเร่งพัฒนาการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมถึงสร้างความหลากหลายของสินค้าเพื่อให้สามารถเข้าไปทำตลาดในอาเซียนได้มากขึ้น
  • ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยอาจได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีการลงทุน ซึ่งนักลงทุนไทยจะสามารถเข้าไปตั้งฐานการผลิตในประเทศอาเซียนเพื่อรักษาความได้เปรียบการแข่งขันได้อย่างเสรี โดยเฉพาะประเทศที่เป็นแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญของไทยเช่น การตั้งฐานการผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปในกลุ่มประเทศ CLMV หรือการผลิตสินค้าประมงและประมงแปรรูปในอินโดนีเซีย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถลดต้นทุนวัตถุดิบและการขนส่งสินค้าได้มากขึ้น นอกจากนี้ปฏิญญาชะอำ-หัวหินจะเร่งผลักดันให้นำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการเก็บบันทึกและส่งต่อข้อมูลสินค้า รวมถึงร่วมกำหนดมาตรฐานสินค้าทั้งเกษตรและอุตสาหกรรมให้เป็นที่ยอมรับร่วมกัน ดังนั้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยควรจะเลือกใช้ความหลากหลายและความพร้อมทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันของอาเซียนให้เป็นประโยชน์กับโอกาสทางการค้าการลงทุนของไทย

ธุรกิจบริการสาขาการท่องเที่ยว

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีในสาขาการท่องเที่ยวจะได้ประโยชน์จากปฏิญญาชะอำ-หัวหินทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากผู้นำอาเซียนมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจในภูมิภาค
  • ในระยะสั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยจะได้ประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมให้ประชากรอาเซียนกว่า 570 ล้านคนหันมาท่องเที่ยวในภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเยาวชนอาเซียน 2 ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดถึงร้อยละ 40-60 ของจำนวนนักท่องเที่ยวในอาเซียนทั้งหมด โดยในปีนี้อาเซียนจะใช้กลยุทธดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกภูมิภาคที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน 2 แนวทางคือ การท่องเที่ยวคุ้มค่าเงินและการท่องเที่ยวแบบประหยัด โดยอาเซียนจะร่วมมือกับภาคเอกชนจัดทำรายการส่งเสริมการขายซึ่งจะวางจำหน่ายในเดือนพฤษภาคม 2552 นอกจากนี้อาเซียนยังร่วมกันเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวระหว่างประเทศเพื่อส่งเสริมให้การท่องเที่ยวขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่น โครงการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาค IMT-GT (ไทย มาเลเซียและอินโดนีเซีย) โครงการท่องเที่ยวชายฝั่งอันดามันและเกาะสุมาตรา (ไทย มาเลเซียและสิงโปร์) เป็นต้น
  • ในระยะกลาง อาเซียนมีแผนจะเร่งอำนวยความสะดวกในการข้ามพรมแดนของนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกอาเซียน โดยนักท่องเที่ยวอาเซียนจะสามารถเดินทางภายในภูมิภาคได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมวีซาภายในปี 2553 ซึ่งปัจจุบันมีเพียงพม่าและกัมพูชาเท่านั้นที่ยังคงจัดเก็บค่าธรรมเนียมวีซากับนักท่องเที่ยวอาเซียนอยู่ ส่วนนักท่องเที่ยวนอกกลุ่มอาเซียนจะเร่งรัดการใช้วีซาเพียงใบเดียวในการเดินทางท่องเที่ยวทั้ง 10 ประเทศ
  • ในระยะยาว อาเซียนมีแผนที่จะพัฒนาและเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศให้ครอบคลุมทั่วอาเซียน ซึ่งจะช่วยเพิ่มเส้นทางท่องเที่ยวและจำนวนนักท่องเที่ยวรวมถึงขยายโอกาสการค้าการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะแผนพัฒนาเส้นทางคมนาคมในกรอบ IMT-GT บริเวณภาคใต้ของประเทศไทยคือเส้นทางระนอง-ภูเก็ต-อาเจะ และเส้นทางสงขลา-ปีนัง-เมดาน นอกจากนั้นการเปิดเสรีการลงทุนจะทำให้นักลงทุนอาเซียนที่ต้องการลงทุนในสาขาการท่องเที่ยว การบินและบริการสุขภาพในประเทศอาเซียนอื่นสามารถถือหุ้นได้ถึงร้อยละ 70 ในปี 2553 ซึ่งทางหนึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเอสเอ็มอีในสาขาท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้องของไทยสามารถขยายโอกาสการค้าการลงทุนได้มากขึ้น สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีขนาดเล็กอาจจะต้องแข่งขันกับนักลงทุนทั้งในและนอกอาเซียน(ที่มีฐานผลิตในอาเซียนอยู่แล้ว) ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง ดังนั้นจึงควรเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่มีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้นหลังจากเปิดเสรีด้านการลงทุน
  • บทสรุปศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยจะได้ประโยชน์จากปฏิญญาชะอำ-หัวหิน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวโดยในระยะสั้น ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยจะได้ประโยชน์จากการทยอยลดอุปสรรคทางการค้าการลงทุนรวมถึงความร่วมมือในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายบุคคลข้ามพรมแดน ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อความพยายามของไทยที่จะฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศ เพราะนอกจากอาเซียนจะร่วมกันสร้างมาตรการจูงใจให้นักท่องเที่ยวอาเซียนและต่างชาติเดินทางท่องเที่ยวในภูมิภาคแล้ว การเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวระหว่างประเทศจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในภูมิภาคมากขึ้น ส่วนในระยะยาวนั้น ความร่วมมือในการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและระบบขนส่งจะช่วยให้การเดินทางท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ประกอบกับการเปิดเสรีภาคบริการและการลงทุนโดยเฉพาะสาขาที่มีส่วนเสริมกับภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวเช่น การเปิดเสรีธุรกิจการบิน การบริการขนส่งและโลจิสติกส์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น จะช่วยขยายโอกาสทางการค้าการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนและช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคอาเซียนในตลาดโลก


________________________________________

1 ความตกลงฉบับใหม่ของอาเซียนเป็นการรวบรวมความตกลงที่มีอยู่เดิมมาพัฒนาให้ทันสมัยและชัดเจนขึ้นโดยความตกลงการค้าสินค้า ปรับปรุงจากความตกลง CEPT ของ AFTA ให้ทันสมัย ครอบคลุมและชัดเจนขึ้นโดยเฉพาะการขจัดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี ความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน รวบรวมจากเขตการลงทุนอาเซียนและความตกลงส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ส่วนความตกลงการค้าบริการ ปัจจุบันอาเซียนได้ทยอยเปิดเสรีสาขาบริการมาจนถึงข้อผูกพันชุดที่ 7
2 ในปี 2551 มีนักท่องเที่ยวอาเซียนเดินทางในภูมิภาคถึง 93 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.49 (yoy) ซึ่งอาเซียนมีแผนจะกระตุ้นให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นในปีนี้โดยประกาศให้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวอาเซียน ส่วนปี 2551-2553 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวของเยาวชนอาเซียน ซึ่งเยาวชนอาเซียนที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปีมีประมาณ 360 ล้านคน โดยเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีมูลค่าการใช้จ่ายต่ำ