บทเรียนจากเวียดนาม

จาก SSM Wiki

ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

Presentation การนำเสนอวันที่ 25 กรกฎาคม 2551

แบ่งปัน

เนื้อหา

วันที่ 3 กรกฎาคม 2551

  • กรุงเทพฯ-ฮานอย
    • นครหลวงฮานอย นครหลวงเก่าแก่ เมืองแห่งเสียงแตรรถยนต์ จักรยานยนต์ และจักรยาน ที่ดูเหมือนไม่มีระเบียบ(แต่ไม่ค่อยมีอุบัติเหตุนะ)ดูสภาพการจราจรฮานอยเป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนาม เป็นเมืองเก่าแก่ที่จะมีอายุครบ 1000 ปีในปี ค.ศ. 2010 แต่เมืองแห่งนี้ยังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ได้อย่างเหนียวแน่น ตึกอาคารที่สำคัญต่างๆ ยังคงเป็นการก่อสร้าง สไตล์สถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส ต้นไม้ขนาดใหญ่มีอายุกว่าร้อยปี ยังคงทำหน้าที่ให้ความร่มรื่น และสบายตายิ่งนัก
ประตูทางเข้าด้านหน้า
รูปเหมือนเทพเจ้าขงจื้อ
ประตู:พระอาทิตย์แสดงถึงปัญญาที่สว่างไสวและความรุ่งเรือง
  • วัดวันเมียว หรือ "วิหารวรรณกรรม" ถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนาม วัดวันเมียว ตั้งอยู่ในกรุงฮานอย สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1070 ซึ่งเป็นยุคของ ราชวงศ์หลี่ โดยพระเจ้าหลี่ไทตง โปรดฯ ให้สร้างขึ้น เพื่อเชิดชูคุณธรรม โดยอุทิศให้แก่ขงจื๊อ ปราชญ์ชาวจีน ผู้ยึดมั่นในคุณธรรมความถูกต้อง ต่อมาในปี 1076 ได้มีการสร้างโรงเรียนสำหรับขุนนางขึ้นในบริเวณเดียวกันกับวัด เพื่อให้เหล่าขุนนางได้เข้าศึกษาเล่าเรียนและสอบเป็นจอหงวน เมื่อถึงยุคสมัยของราชวงศ์ตัน จึงได้เปิดให้บุคคลทั่วไปได้เข้าเรียน วิชาที่สอนนั้นเป็นวิชาปรัชญาของขงจื๊อ ประกอบไปด้วยเรื่องการประพฤติปฏิบัติตน วิชาประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เป็นต้น มหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนามนี้ ได้เปิดสอนจนถึงปลายศตวรรษที่ 18 ก็ได้ปิดตัวลง และถูกทิ้งให้รกร้าง เมื่อฝรั่งเศสเข้ายึดเวียดนามเป็นเมืองขึ้น
  • ปัจจุบัน วิหารวรรณกรรมแห่งนี้กลายเป็นสถานที่รวบรวมเรื่องราวประวัติศาสตร์ทางการศึกษาของเวียดนาม วิหารวรรณกรรมแห่งนี้ ยังได้รับการบูรณะซ่อมแซมให้คงความเป็นตัวอย่างวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของชาวเวียดนามได้เป็นอย่างดี ภายในบริเวณวัดมีพื้นที่กว้างขวาง โดยมีกำแพงล้อมรอบถึง 5 แห่ง และก่อนจะเข้าสู่ประตูใหญ่ของวิหาร เหนือขึ้นไปของประตูมีข้อความเขียนว่า "ขอให้ผู้มาเยือนลงจากหลังม้าก่อนที่จะเข้าไปข้างใน" หลังจากผ่านเข้าประตูทางเข้าวัดแล้ว เป็นที่ตั้งของตึกดาวลูกไก่ ซึ่งเป็นแหล่งที่เหล่านักอักษรศาสตร์ใช้ท่องบทกวี เมื่อผ่านประตูแห่งความสำเร็จ ก็จะพบกับลานโล่งล้อมรอบสระน้ำใหญ่ที่มีชื่อว่า สระแสงงาม เวลาแสงจากดวงอาทิตย์สาดส่องที่ผิวน้ำจะสะท้อนเข้าสู่ประตูใหญ่ เชื่อว่าจะทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง ลานโล่งบริเวณนี้เป็นที่ตั้งของแผ่นหินจารึกชื่อของ จอหงวน ที่ผ่านการสอบหลักสูตร 3 ปี ซึ่งแต่ละแผ่นตั้งอยู่บนหินรูปเต่า ที่มีจำนวนถึง 82 แผ่น จากที่เคยมีอยู่เดิมถึง 117 แผ่น โดยเริ่มมีการบันทึกไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1442-1779 ผู้คนนิยมลูบที่หัวเต่า โดยเชื่อกันว่าจะทำให้ประสบความสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียน
ดูภาพเพิ่มเติม
  • ด้านตรงข้ามกับวิหารมีอาคารแห่งการเฉลิมฉลอง ซึ่งเป็นที่ตั้งเครื่องเซ่นสังเวยให้แก่ขงจื้อ อีกทั้งยังเป็นบริเวณที่กษัตริย์ได้ทรงมอบน้ำพระพิพัฒน์สัตยาให้กับอาจารย์ผู้สอนในอดีต ซึ่งบริเวณนี้มีแผ่นไม้ที่สลักไว้ด้านบนแท่นบูชาว่า 'อาจารย์ของนักเรียนกว่าพันรุ่น' นอกจากนี้ ภายในวิหารวรรณกรรมแห่งนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลปกรรม รวบรวมผลงานด้านศิลปกรรม ทั้งงาน ปั้น งานแกะสลัก และรูปภาพ ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน
  • ถนน 36 สายเก่า แหล่ง Shoping กลางใจเมือง ขายของที่ระลึกและสินค้าพื้นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของกรุงฮานอย

วันที่ 4 กรกฎาคม 2551

อ่าวฮาลอง

ที่ตั้ง : อ่าวฮาลองตั้งอยู่ในจังหวัดกว่างนิงห์ (Quang Ninh) ตั้งอยู่ทางเหนือของกรุงฮานอย

  • อ่าวฮาลอง ได้รับสมญาว่า "กุ้ยหลินแห่งเวียตนาม" และองค์การ UNESCO ประกาศให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ มีเกาะหินน้อยใหญ่เสียดยอดเรียงรายกว่า 3000เกาะ และเคยเป็นสถานทีถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง อินโดจีน ตำนานของอ่าวฮาลอง กล่าวถึงมังกรโบราณซึ่งเคยร่อนมาลงในอ่าวนี้เมื่อครั้งดึกดำบรรพ์ และชื่อของฮาลอง ก็แปลได้ว่า มังกรร่อนลง จากความสวยงามและสมบูรณ์ของอ่าวฮาลอง ทำให้ที่นี่ประกาศได้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จากองค์กรยูเนสโก ในปี พ.ศ. 2537 ซึ่งเป็นเสมือนประกาศนียบัตรที่ใครเห็นต่างเชื่อถือ จึงทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศเวียตนาม ต้องล่องเรือมาชมอ่าวฮาลองเพื่อสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ
  • ลักษณะทั่วไปของอ่าวฮาลอง คล้ายๆกับ อ่าวพังงา หรือเกาะต่างๆ ในประเทศไทย แต่อ่าวฮาลองจะเต็มไปด้วยเกาะกว่า 3,000 เกาะ และมีเนื้อที่กว่า 4,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอ่าวตังเกี๋ยทะเลจีนใต้ เรือท่องเที่ยวในอ่าวฮาลอง ส่วนใหญ่เป็นเรือขนาดกลางมีห้องพักบนเรือ และมีการสร้างหัวมังกรไว้ที่หัวเรือ แต่มีบางลำได้สร้างเป็นลักษณะของเรือใบย้อนยุค เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกลิ่นอายแห่งการเดินเรือในอดีต เมื่อเรือออกจากท่าไม่นานก็เข้าสู่ดินแดนแห่งความงดงามที่แต่งแต้มเติมเต็มด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่วางสลับเรียงรายดูแปลกตายิ่งนัก หากเปรียบเทียบกับทางอ่าวพังงาของประเทศไทย จะมีลักษณะคล้ายกัน แต่ที่อ่าวฮาลองจะกว้างกว่ามาก ในบริเวณเกาะใหญ่ๆ ที่หลบลมได้ก็มีชาวบ้านมาอาศัยทำประมงด้วย มีการเลี้ยงปลาในกระชังอยู่หลายๆ จุด

thumpthumpthumpthump

ถ้ำเทียนกุง

ทะเลสาบคืนดาบ

  • ทะเลสาบคืนดาบ เป็นทะเลสาบใจกลางเมืองฮานอย ทะเลสาบแห่งนี้มีตำนานกล่าวว่า ในสมัยที่เวียดนามทำสงครามสู้รบกับประเทศจีน กษัตริย์แห่งเวียดนามได้ทำสงครามมาเป็นเวลานาน แต่ยังไม่สามารถเอาชนะได้สักที ทำให้เกิดความท้อแท้พระทัย เมื่อได้มาล่องเรือที่ทะเลสาบแห่งนี้ ได้เกิดปฎิหารย์ เต่าขนาดใหญ่ตัวหนึ่งได้คาบดาบวิเศษเล่มหนึ่งมาให้พระองค์ เพื่อทำสงครามกับประเทศจีน หลังจากที่พระองค์ได้รับดาบนั้นมา พระองค์ได้กลับไปทำสงครามอีกครั้ง และได้รับชัยชนะเหนือประเทศจีน ทำให้บ้านสงบสุข เมื่อเสร็จศึกสงครามแล้ว พระองค์ได้นำดาบนั้นมาคืน ณ ทะเลสาบแห่งนี้

วัดหง็อกเซิน

  • วัดหงอกเซิน (วัดเนินหยก) เป็นวัดโบราณ ภายในประกอบด้วยศาลเจ้าโบราณ และ เต่าสต๊าฟ ขนาดใหญ่ ซึ่งมีความเชื่อว่า เต่าตัวนี้ คือเต่าศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 2 ตัวที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้มาเป็นเวลาช้านาน โดยเต่าตัวแรกมีขนาดใหญ่กว่าตัวปัจจุบัน และเนื่องจากระยะเวลานานกว่าร้อยปีตัวสต๊าฟตัวแรกก็ผุพังไป ต่อมาก็ได้ปรากฏเต่าตัวที่สองนี้ขึ้นมานอนตายที่ริมตลิ่ง ทางการจึงได้สต๊าฟและเก็บรักษามาจนถึงปัจจุบัน


การแสดงหุ่นกระบอกน้ำ

  • หุ่นกระบอกน้ำเป็นศิลปกรรมประจำชาติ เอกลักษณ์ของประเทศเวียดนามและมีแห่งเดียวในโลก ชมความสามารถในการเชิดหุ่นกระบอกในน้ำ (เชิดจากในน้ำ) เป็นเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ของชาวเวียดนาม และตำนานสถานที่สำคัญต่างๆ ในกรุงฮานอย ต้นกำเนิดการเชิดหุ่นกระบอกน้ำ มีตำนานกล่าวขานกันว่า เริ่มต้นบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงเกิดจากลักษณะภูมิประเทศที่มักมีน้ำท่วมขังในฤดูฝน ชาวบ้านจึงได้คิดหาการละเล่นเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนาน จึงได้มีการคิดวิธีการเชิดหุ่นในน้ำ ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้ได้ชมและสืบทอดมาถึงปัจจุบัน สำหรับนักแสดงหุ่นกระบอกน้ำ ผู้แสดงจะอยู่หลังฉากซึ่งมีระดับน้ำสูงถึงเอว เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของหุ่นโดยใช้ไม้ไผ่ลำยาว แต่เทคนิคการเชิดจะได้รับการรักษาไว้เป็นความลับ เรื่องราวก็เกี่ยวกับวีถีชีวิต ประเพณี ความเชื่อของชาวเวียตนาม ชวนให้ติดตามมาก
  • โรงแสดงหุ่นกระบอกน้ำ ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม บนถนนดิงห์เตียมฮว่าง (Pho Dinh Tien Hong) ค่าเข้าชมละครหุ่นกระบอกน้ำ 20,000 และ 40,000 ดอง เปิดการแสดงวันละหลายรอบ

ชมการแสดงชุดแห่จอหงวนและชุดอุดมสมบูรณ์

วันที่ 5 กรกฎาคม 2551

สุสานของโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh’ s Mausoleum)

  • ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนเดียนเบียนฟู (Dien Bien Phu) บริเวณจัตุรัสบาสดิงห์ (Ba Dinh)
  • สุสานประธานาธิบดีโฮจิมินห์ แห่งนี้ได้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2516 เสร็จในปี พ.ศ.2518 เป็นอาคารหินอ่อนและหินแกรนิตรวมถึงไม้เนื้อดีจากทั่วประเทศ เป็นอาคารที่โดดเด่นและสง่างามมาก โดยมีชื่อในภาษาเวียตนามว่า จู่ติกโอจิมินห์ (Lang Chu Tich Ho chi Minh ) ด้านในจะพบกับศพประธานาธิบดีโฮจิมินห์ วีรบุรุษตลอดกาลของชาวเวียดนาม ผู้ที่รวมเวียดนามเป็นประเทศและนำประเทศเวียดนามสู่การเป็นเอกราช ซึ่งทางการเวียดนามได้ทำการเก็บรักษาศพไว้เป็นอย่าง ไม่ให้เน่าเปื่อย โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างเข้มงวด ศพของท่านจะมีสภาพสมบูรณ์เฉกเช่นคนกำลังหลับ อยู่ในโลงแก้ว กรรมวิธีการเก็บรักษาศพได้รับการถ่ายทอดจากประเทศรัสเซีย(ซึ่งเป็นประเทศมหามิตรของเวียดนาม) และองค์ความรู้ดังกล่าวได้ถูกเก็บเป็นความลับ การเก็บรักษาศพของท่านไว้เช่นนี้ นับว่าขัดต่อความต้องการของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ เพราะท่านต้องการให้เผาร่างเมื่อตายลง สำหรับสุสานแห่งนี้ ผู้เข้าชมจะไม่ได้รับอนุญาตให้นำกล้องถ่ายรูป วีดีโอ โทรศัพท์ หรือกระเป๋าทุกชนิดเข้าไปโดยเด็ดขาด บริเวณหลังสุสานโฮจิมินห์ จะเป็นที่ตั้งของทำเนียบประธานาธิบดี พิพิธภัณฑ์ของใช้ของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ เรือนไม้ที่ใช้พักอาศัยและทำงาน และเรือนไม้หลังเล็กที่ท่านอาศัยยามเจ็บป่วยจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
  • การเก็บรักษาศพ และสถานที่ต่างๆ ของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาและปลูกฝังความรักชาติ ความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ไม่ย่อท้อ มีความสมถะ และการมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียง ท่านสามารถสัมผัสแบบอย่างของท่านผู้นำที่ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งได้ คนเวียดนามเชื่อว่าแนวทางการทำงานและการเป็นอยู่ของท่านเป็นแบบอย่างที่อนุชนรุ่นหลังเอาแบบอย่างได้ ยกเว้น 2 เรื่อง คือ การสูบบุหรี่และการไม่แต่งงาน
  • สุสานประธานาธิบดีโฮจิมินห์ จะเปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์ และ ศุกร์ ของสัปดาห์ และ จะปิดช่วงเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน

วัดเจดีย์เสาเดียว

  • วัดเจดีย์เสาเดียว ที่สร้างในปี ค.ศ.1049 สมัยราชวงศ์หลี ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังสุสานประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ลักษณะเป็นเจดีย์ไม้ที่งดงาม ตั้งอยู่บนเสาต้นเดียวกลางสระบัว ภายในเจดีย์ประดิษฐานรูปเหมือนของเจ้าแม่กวนอิมพันมือ ซึ่งมีตำนานเล่าว่าได้มีผู้มากราบไหว้เพื่อขอให้มีบุตร แล้วปรากฏว่าได้บุตรสมความปรารถนาจึงได้สร้างเจดีย์แห่งนี้ขึ้น ซึ่งเป็นความเชื่อมาถึงปัจจุบันว่าหากใครที่มีบุตรยาก ก็จะเดินทางมาขอพรจากเจ้าแม่กวนอิมพันมือแห่งนี้

ทำเนียบประธานาธิบดี ( Presidential Palace )

ตั้งอยู่ทางด้านหลังของสุสานโฮจิมินห์เป็นอาคารสีเหลืองในสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส สร้างขึ้นในปี 1901 ปัจจุบันเป็นสถานที่รับรองแขกบ้านแขกเมือง นอกจากความสวยงามของตัวอาคาร ภายในบริเวณยังร่มรื่นด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมส่วนของบ้านพักและที่ทำงานของข้าราชการในยุคก่อนได้

พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Museum)

  • ที่ตั้ง : ตั้งอยู่หลังสวนสาธารณะใกล้ๆ กับจัตุรัสบาดิงห์ เดินผ่านสวนสาธารณะที่มีเจดีย์เสาเดียวตั้งอยู่ ก็จะพบกับพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ เป็นรูปแบบของอาคารสมัยใหม่ขนาดใหญ่ มีการจัดแสดงนิทรรศการมากมาย มีการถ่ายภาพขาวดำ ในสมัยสงคราม ซึ่งจะได้เห็นความเป็นอยู่ของเหล่าทหารกู้ชาติอีกด้วยและเรื่องราวการสู้รบในสมัยสงครามเวียตนาม

thump

หมู่บ้านหัตถกรรม VAN PHUC (Van Phuc village in Ha Dong of Ha Tay Province Ha Noi)

  • ตำนานหมู่บ้านที่มีอายุ 1,000 กว่าปีนี้ เกิดจากการรวมกลุ่มของเหล่าสนมที่กระทำผิดในราชสำนัก จึงถูกขับไล่ออกมาอยู่ชานเมือง และได้นำความรู้เกี่ยวกับผ้าไหมขณะอยู่ในพระราชวังมามารวมกลุ่มประกอบอาชีพทอผ้าไหม จนสืบทอดมาถึงปัจจุบัน แม้ประเทศเวียดนามจะผ่านศึกสงครามมาเป็นระยะเวลานาน แต่ดูเหมือนหมู่บ้าน Van Phuc นี้จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก จึงสามารถรักษาการเป็นหมู่บ้านหัตถกรรมนี้ไว้ได้ชมการผลิตและออกแบบผ้าไหม

ประตูเข้าหมู่บ้านไฟล์:Vanphuc04.jpgเครื่องกรอด้าย

วันที่ 6 กรกฎาคม 2551

  • เมืองนิงห์บิงห์ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองฮานอย เป็นจังหวัดที่มีความพิเศษทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นอยู่อย่างหนึ่งคือ มีพื้นที่ที่เป็นที่ชุ่มน้ำ ในอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาล จนพื้นที่นั้นถูกเรียกว่า “ อ่าวฮาลองบนแผ่นดิน หรือ ฮาลองบก “ ท่านสามารถล่องเรือพาย ล่องไปตามคลอง ซึ่งสองข้างทางโอบล้อมด้วยภูเขาหินปูน ชมทิวทัศน์อันงดงามเขียวขจีและบรรยากาศอันแสนสดชื่น ระหว่างทางไปชมถ้ำต่าง ๆ จะผ่านนาข้าว ซึ่งมีอยู่ทั้งสองข้างทาง ชม ถ้ำตำก๊อก (Tam Coc) เป็นถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยอันน่ามหัศจรรย์ ซ่อนตัวอยู่ในความลึกของเทือกเขา ภูเขาและทะเลเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
  • การท่องเที่ยวทางธรรมชาติดังกล่าว องค์การส่วนบริหารท้องถิ่นนิงห์บิงห์ ได้เข้ามาบริหารจัดการและวางระเบียบปฏิบัติในการท่องเที่ยวคือ

    • เรือที่ใช้เป็นพาหนะในการท่องเที่ยวให้ใช้เรือกระจาด ซึ่งเป็นเรือประจำถิ่น เดิมทำจากไม้ไผ่สานแล้วใช้น้ำมันยางและชันยากันน้ำ แต่ปัจจุบันจะใช้ไม้ไผ่เป็นกระดูกงูแล้วใช้สังกะสีเป็นพื้นเรือ เรือหนึ่งลำจะสามารถนั่งได้ 5-6 คน ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม จะให้นักท่องเที่ยวนั่งได้ 4 คน พนักงานพายเรือ 1 คน ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะให้นักท่องเที่ยวนั่งได้ 2 คน พนักงานพายเรือ 2 คน เพื่อกระจายให้เรือทุกลำมีรายได้
    • ระหว่างการนั่งเรือชมธรรมชาติ จะมีเรือช่างถ่ายภาพมาเชิญชวนให้ใช้บริการ อัตรค่าบริการทั่วไป 5 รูปราคา 100 บาท แต่ถ้ามีการต่อรองจะได้ 6 รูป 100 บาท และควรมีการตกลงกันไว้ก่อนว่าต้องการกี่รูป ไม่เช่นนั้น ช่างภาพจะถ่ายให้ 12 รูป หรือมากกว่า
    • การล่องเรือไป-กลับ ใช้เวลาปรัมาณ 2 ชั่วโมง เรือจะลอดถ้ำรวม 3 ล้ำ เมื่อลอดถ้ำที่ 3 ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดการล่องเรือ พนักงานพายเรือจะหยุดพัก และให้เรือชาวบ้านที่เป็นแม่ค้าจำหน่ายน้ำดื่ม ผลไม้ และของขบเคี้ยว น้ำเรือมาเทียบและขายสินค้า พร้อมกับชวนซื้อน้ำให้พนักงานพายเรือ ราคาสินค้ากำหนดเหมารวมในอัตรา 3 อย่าง 100 บาท สามารถต่อรองได้ 4 อย่าง 100 บาท