บทบาทผู้ประสานงานคลัสเตอร์ (CDA)
จาก SSM Wiki
บทบาทผู้ประสานงานคลัสเตอร์ (CDA)
ผู้เปลี่ยนศัตรูสู่พันธมิตร
โดย:อดิทัต วะสีนนท์
กระแสคลัสเตอร์ทางรอดภาคอุตสาหกรรม
คงไม่มีใครปฏิเสธว่าสภาวะการแข่งขันทางธุรกิจในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมาทวีความเข้มข้นขึ้นมาก ธุรกิจเป็นจำนวนมากที่ล้มหายตายจากไป เนื่องจากไม่สามารถต่อสู้กับคู่แข่งโดยเฉพาะคู่แข่งต่างชาติได้ ท่ามกลางภาวะเช่นนี้ คำว่า “คลัสเตอร์” (Cluster) กลายเป็นคำฮิตติดปากที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้งในแวดวงธุรกิจและอุตสาหกรรม ว่าจะเป็นกระบวนการที่ช่วยให้องค์กรธุรกิจภายในกลุ่มต่าง ๆ กลายสภาพเป็นเครือข่ายที่พร้อมจะสนับสนุนซึ่งกันและกัน และเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนระบบการแข่งขันของทั้งภาคพาณิชย์และภาคอุตสาหกรรมให้สามารถอยู่รอดได้ ซึ่งเมื่อมีการพูดถึงคลัสเตอร์แล้วก็มักจะพาดพิงไปถึง ผู้ประสานงานคลัสเตอร์ (Cluster Development Agent) หรือ CDA ด้วย เพราะ CDA เปรียบเสมือนกลไกสำคัญที่ประสานเชื่อมโยงกลไกทุกส่วนที่เกี่ยวข้องในคลัสเตอร์เข้าด้วยกัน CDA เป็นใคร? CDA มีความสำคัญแค่ไหน? และมีบทบาทหน้าที่อย่างไร? จะได้กล่าวถึงต่อไปภายหลัง แต่ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ คลัสเตอร์ กันก่อน
คลัสเตอร์ เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่นักคิดและนักวิชาการจาก ศาสตราจารย์ไมเคิล พอร์เตอร์ (Prof. Michael E. Porter) ปรมาจารย์ทางด้านการวางแผนกลยุทธ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกแห่งมหาวิทยาลัยอาร์วารด์ (Harvard University) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำการศึกษาวิจัยและเผยแพร่ผลงานในเรื่องคลัสเตอร์มากว่า 20 ปี แล้ว สำหรับในประเทศไทยเอง คลัสเตอร์ เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายในวงกว้างในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนายกทักษิณ ได้เชิญ ศาสตราจารย์พอร์เตอร์ เข้ามาช่วยวิเคราะห์หาแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งได้เสนอแนะให้ใช้แนวทางการส่งเสริมการพัฒนาคลัสเตอร์เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่จะเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันหรือว่าเพิ่มความเก่งของไทยให้สามารถแข่งขันต่อสู้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้ดีขึ้น
รัฐบาลดันกลยุทธ์คลัสเตอร์ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของกลยุทธ์การพัฒนาคลัสเตอร์ และกำหนดไว้อย่างชัดเจนในนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินด้าน “การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและแข่งขันได้” ให้หน่วยราชการต่าง ๆ กระตุ้นการพัฒนาคลัสเตอร์หรือที่เรียกเป็นทางการว่า “การพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจ” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันว่า สภาพัฒน์ กำลังผลักดันนโยบายดังกล่าวโดยจัดให้มีการลงนามในบันทึกความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 11 หน่วยงาน เพื่อให้หน่วยงานเหล่านั้นเข้าใจ เห็นความสำคัญและร่วมมือกันในการพัฒนาคลัสเตอร์ต่างๆ อย่างจริงจังคลัสเตอร์ –เครือข่ายวิสาหกิจ -พันธมิตรอุตสาหกรรม
เมื่อพูดถึงคำว่า คลัสเตอร์ คนทั่วไปจะนึกถึง สิ่งที่เหมือน ๆ กัน คล้าย ๆ กัน ที่กระจุกกันหรืออยู่รวมกัน หากเปิดพจนานุกรมจะพบว่า Cluster แปลว่า กลุ่ม รวมเป็นกลุ่ม หรือทำให้อยู่ร่วมเป็นกลุ่ม แต่ในเชิงการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมนั้น นักวิชาการและผู้รู้ต่าง ๆ ได้ให้คำจำกัดความของคลัสเตอร์ไว้มากมายหลายหลาก โดยในประเทศที่พัฒนาแล้วคลัสเตอร์มักจะหมายถึง การกระจุกตัวทางภูมิศาสตร์ของวิสาหกิจ หรือบริษัทที่อยู่ในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกัน มีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกัน ซึ่งรวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายของหน่วยงานสนับสนุนต่าง ๆ ด้วย ซึ่งจะแตกต่างจากคลัสเตอร์ในประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งมักจะหมายถึงการกระจุกตัวของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs ที่อยู่ในธุรกิจเดียวกันในท้องถิ่นหรือในพื้นที่หนึ่งเท่านั้น โดยไม่คำนึงว่าจะมีการเชื่อมโยงหรือการทำธุรกรรมระหว่างกันมากน้อยเพียงใด ในประเทศไทยเอง ก็ยังมีความเห็นต่างๆ ที่หลากหลาย บ้างก็ว่าประเทศไทยยังไม่มีคลัสเตอร์ บ้างก็ว่ามีแต่คลัสเตอร์ที่ยังไม่พัฒนาบ้าง บางท่านก็ว่าคลัสเตอร์ของจริงต้องเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติบ้าง บางท่านก็แบ่งความเป็นคลัสเตอร์ตามจำนวนวิสาหกิจต่อหน่วยพื้นที่ ซึ่งก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่
คลัสเตอร์แบบไทยๆ
ในประเทศไทยเอง การรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้มีความเก่งมากขึ้นหรือแข่งขันได้ดีขึ้น มีค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่จะรวมกันเพื่อเรียกร้องให้คนอื่นมาสนับสนุนบ้าง รวมตัวกันเพื่อต่อรองเรียกร้องผลประโยชน์บ้าง รวมตัวกันฮั๊วงานบ้าง หรือเป็นแบบเจอปัญหาทีก็รวมตัวกันทีบ้าง แต่ถ้าจะให้ยกตัวอย่างของคลัสเตอร์แบบไทย ๆ ให้เห็นภาพ จะขอกล่าวถึง แหล่งท่องเที่ยวย่านถนนข้าวสาร ซึ่งหนังสือ ยุทธศาสตร์ธุรกิจ SMEs (ธนาคารกรุงเทพ, 2543) ได้บรรยายไว้ สรุปได้ว่า ถนนข้าวสารเป็นถนนเส้นสั้นๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น พระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้ว แต่กลับมีบริการที่ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวอย่างครบวงจร ตั้งแต่ห้องพักให้เช่าหรือเกสท์เฮ้าส์มากกว่า 6,000 ห้อง ในราคาระดับต่างๆ กัน มีร้านอาหารนานาชาติหลากหลายแทบทุกประเภท ทั้งร้านกาแฟ บาร์เบียร์ ร้านขายของที่ระลึกเครื่องเงิน ร้านขายเครื่องประดับ ร้านขายเสื้อผ้า ร้านเสริมสวย ร้านหนังสือ ร้านอินเตอร์เนต บู๊ธแลกเงิน ร้านรับฝากของ มีบริษัทท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งจัดรถบริการออกเดินทางเริ่มจากถนนข้าวสารไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่เป็นที่นิยม ที่สำคัญคือเจ้าของกิจการต่างๆ ในย่านถนนข้าวสาร รวมตัวกันเป็นชมรมเพื่อร่วมกันพัฒนากลุ่มของตนอย่างเป็นรูปธรรม โดยชมรมเป็นศูนย์กลางในการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานทั้งราชการและเอกชนภายนอก เป็นจุดศูนย์กลางในการจัดงานต่างๆ มีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิเช่น การสำรวจข้อมูลกิจการต่างๆ เพื่อทำสถิติ การปรับปรุงทางเท้าและสถานที่ให้ดูสวยงาม การตั้งกลุ่มเรียนภาษาอังกฤษเพื่อติดต่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ดีขึ้น ดังนั้นหากพิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ ของย่านถนนข้าวสาร จะเห็นว่า ในบริเวณพื้นที่ย่านถนนข้าวสาร มีการกระจุกตัวของผู้ประกอบการหรือ SMEs ที่ให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้านักท่องเที่ยว โดยที่ SMEs แต่ละแห่งมีความคล้ายคลึงหรือเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน มีความร่วมมือพึ่งพาอาศัยกัน ในขณะเดียวกันก็ยังแข่งขันกันตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยการสร้างจุดเด่นหรือเอกลักษณ์ในการเสนอบริการของตนเอง การร่วมมือกันในขณะที่ยังแข่งขันกันด้วยนี้เองที่เป็นหัวใจ และเป็นพลังสำคัญที่ทำให้ย่านธุรกิจถนนข้าวสารมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและสามารถตอบสนองต่อความต้องการแทบทุกสิ่งของนักท่องเที่ยวตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมรุกขยายผลการพัฒนาคลัสเตอร์
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่สานต่อนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติจริง ได้ริเริ่มการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมนำร่องตั้งแต่ปี 2546 ผ่านหน่วยงานทั้งจากส่วนกลางและศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมตามภาคต่างๆ จนปัจจุบันมีคลัสเตอร์ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมพัฒนาและให้การสนับสนุนอยู่จำนวนกว่า 10 คลัสเตอร์ โดยมุ่งหวังที่จะทดลองค้นหาแนวทางและวิธีการพัฒนาคลัสเตอร์ที่เหมาะสมกับประเภทของอุตสาหกรรมและท้องถิ่นในลักษณะต่างๆ ค้นหาวิธีการประเมินผลการพัฒนาคลัสเตอร์ รวมทั้งเพื่อสั่งสม ประสบการณ์และเฟ้นหาแนวทางการพัฒนาคลัสเตอร์ที่ประสบความสำเร็จซึ่งจะเป็นต้นแบบให้หน่วยงานและผู้สนใจทั่วไปได้มองเห็นภาพและนำแนวทางไปปฏิบัติเพื่อขยายผลเพิ่มได้
ในปี 2549 นี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจะเพิ่มจำนวนการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอีกกว่า 20 แห่ง โดยการพัฒนาคลัสเตอร์ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมุ่งเน้นที่การรวมตัวทางธุรกิจแบบบูรณาการที่ดึงเอาความร่วมมือทุกส่วนมาผนวกไว้รวมกัน ให้ภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก มีการจัดทำทิศทางของกลุ่ม มีแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติชัดเจน ส่วนหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานสนับสนุนต่างๆ ก็ทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุน โดยยึดหลักสำคัญคือ การสร้างความร่วมมือเพื่อเสริมจุดแข็ง และอุดจุดอ่อนของกลุ่ม
รวมเป็นคลัสเตอร์แล้วได้อะไร
หากยังลังเลสงสัย ไม่มั่นใจในประโยชน์ของการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายคลัสเตอร์ ขอให้ลองดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากตัวอย่างคลัสเตอร์ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเข้าไปร่วมพัฒนาและให้การสนับสนุนในช่วงระหว่างปี 2546 ถึง 2548 ดังนี้
คลัสเตอร์สิ่งทอชัยภูมิ
- สร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดี ส่งผลให้มีการตั้งโรงงานสิ่งทอในจังหวัดเพิ่มขึ้นจาก 23 โรง เป็น 32 โรง และเกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นกว่า 3,000 คน
- สมาชิกเริ่มจับคู่เป็นพันธมิตรรับออเดอร์ร่วมกัน (Share Order) แล้ว 9 คู่ และกำลังขยายเพิ่มขึ้น
คลัสเตอร์ชิ้นส่วนยานยนต์ (CTAP)
- บุกตลาดชิ้นส่วนยานยนต์ทวีปอเมริกา คาดว่าจะได้ออเดอร์จากประเทศแคนาดาและอเมริกาประมาณ 270 ล้านบาทในปี 2549
- ร่วมมือกับสถาบันไทย-เยอรมัน รับเป็นต้นแบบกลุ่มผู้ผลิตเชื่อมโยงเครือข่ายต่างประเทศ
คลัสเตอร์รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วน (SMEs007+)
- จากกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ รุกคืบไปเป็นผู้ผลิตรถจักรยานยนต์
- สร้างธุรกิจใหม่ เปิดแฟรน์ไชส์ร้านช่างซ่อมเครือข่าย (MoPro Shop) เพิ่มช่องทางในการจำหน่ายสินค้า
คลัสเตอร์อาหารในเขตภาคกลาง
- รวมกลุ่มผลิตบรรจุภัณฑ์กลางของกลุ่มเพื่อลดต้นทุน
- บุกตลาดจีนเพิ่มยอดขายมากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี
คลัสเตอร์รถโดยสารราชบุรีี
- รับออเดอร์การผลิตรถโดยสารร่วมกันมูลค่ารวมกว่า 60 ล้านบาท
จะเห็นว่าประโยชน์ของคลัสเตอร์นั้น มีมากมายหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความต้องการของสมาชิกในแต่ละคลัสเตอร์ การรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายเป็นกระบวนการที่นำไปสู่พลังซึ่งเกิดจากความเก่งของแต่ละคนมารวมกันเป็นกลุ่ม เป็นพันธมิตร ทำให้เกิดความเก่งโดยรวม
ผู้ประสานงานคลัสเตอร์หัวใจสำคัญการพัฒนาคลัสเตอร์
การพัฒนาคลัสเตอร์จะเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนจำนวนมาก ทั้งผู้ประกอบการ ตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ ตัวแทนจากหน่วยงานสนับสนุนต่าง ๆ จึงจำต้องมีกลไกที่ประสานเชื่อมโยงระหว่างทุกส่วนที่เกี่ยวข้องภายในคลัสเตอร์ โดยผู้ที่ทำหน้าที่ดังกล่าวคือผู้ประสานงานคลัสเตอร์ (Cluster Development Agent) หรือที่เรียกกันว่า CDA ซึ่งควรเป็นผู้ที่มีความรู้ในอุตสาหกรรมของกลุ่มพอสมควรและ ไม่มีส่วนได้เสียกับธุรกิจอุตสาหกรรม ทั้งนี้ UNIDO (United Nations Industrial Development Organization) หน่วยงานต่างประเทศที่มีประสบการณ์ในการพัฒนา CDA ได้กำหนดบทบาทหน้าที่และคุณสมบัติของ CDA ไว้ดังนี้
บทบาทหน้าที่ของ CDA
- เข้าใจในความต้องการของสมาชิกคลัสเตอร์ - เสริมสร้างความสัมพันธ์ของสมาชิกในคลัสเตอร์
- ชักจูงให้สมาชิกคล้อยตามและผลักดันให้เกิดวิสัยทัศน์ร่วมของกลุ่ม
- คลี่คลายปัญหาหรือความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้
- สนับสนุนการดำเนินงานของคลัสเตอร์ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้
- ชักจูงให้เครือข่ายวิสาหกิจเข้าถึงผู้ให้บริการ (Business Development Service) ได้ดียิ่งขึ้น
คุณสมบัติของ CDA
- เข้าใจธุรกิจ เข้าใจผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs
- มีอัธยาศัยไมตรีดี มีศิลปะในการโน้มน้าวใจคน
- มุ่งมั่น กล้าตัดสินใจ และมีความรับผิดชอบ
- เปิดกว้าง ยอมรับฟังความคิดผู้อื่น และกล้าทดลอง
- เป็นคนในพื้นที่ หรือมีความคุ้นเคยกับพื้นที่
- อยู่ในช่วงอายุ 30 – 50 ปี
- มีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมของคลัสเตอร์บ้าง แต่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในเชิงเทคนิค
การพัฒนา CDA
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมตระหนักดีถึงความสำคัญของ CDA จึงได้พัฒนากลไกในการสร้าง CDA มาตั้งแต่ปี 2546 เริ่มจากการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม CDA ร่วมกับ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนำแนวทางหลักสูตรการพัฒนา CDA ของ UNIDO และหน่วยงานในระดับนานาชาติอื่น มาปรับให้เข้ากับวิถีแบบไทยๆ โดยเนื้อหาหลักสูตรที่สำคัญประกอบด้วย
- การเสริมสร้างพลังอำนาจ (Empowerment)
- พื้นฐานการเป็นผู้ประสานงานคลัสเตอร์
- การสื่อสารและทำงานเป็นทีม
- เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)
- การต่อรองและการเจรจาธุรกิจ
- กระบวนการวางแผน
- การจัดทำแผนกลยุทธ์
- การเขียนข้อเสนอโครงการ
- บูรณาการหลักการสู่การปฎิบัติ (ทัศนศึกษาดูงาน)
นับตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้จัดการอบรมพัฒนา CDA ไปแล้ว 4 ครั้ง โดยเชิญบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมโครงการ และมีผู้ผ่านการฝึกอบรมแล้วประมาณ 130 คน
ทฤษฎีในห้องเรียนสู่การปฏิบัติ
ในปัจจุบัน CDA บางส่วนซึ่งผ่านการอบรมในหลักสูตรดังกล่าวได้กลายเป็นกำลังสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคลัสเตอร์ปาล์มน้ำมันในพื้นที่ภาคใต้ คลัสเตอร์สิ่งทอจังหวัดชัยภูมิ คลัสเตอร์รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วน (SMEs007+) คลัสเตอร์หัตถกรรมจังหวัดเชียงใหม่ (เครือข่ายหัตถกรรมดำรงวิจิตร) คลัสเตอร์โรงหล่อพระจังหวัดพิษณุโลก (เครือข่ายพุทธศิลป์สองแคว) และคลัสเตอร์อื่นๆ อีกหลายแห่ง โดยภาระกิจสำคัญของ CDA เหล่านี้คือการปรับเปลี่ยนแนวคิดของผู้ประกอบการและตัวแทนหน่วยงานเครือข่ายต่างๆ ที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบใหม่ของการค้าโลก ยังคงยึดถือแนวทางการประกอบธุรกิจแบบเก่า โดยเฉพาะการมองว่าผู้อื่นเป็นศัตรู หรือมีแต่จะมาตักตวงเอาแต่ผลประโยชน์ ให้กลายเป็นผู้ประกอบการที่มีทั้งความเชี่ยวชาญเฉพาะ มีประสบการณ์จากการแข่งขันกัน และในขณะเดียวกันก็มีการร่วมมือพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของการรวมกลุ่มเป็นพันธมิตรทางธุรกิจและเกิดเป็นเครือข่ายที่พร้อมจะสนับสนุนซึ่งกันและกัน หรือเรียกว่า เปลี่ยนศัตรูสู่พันธมิตร เพื่อช่วยขับเคลื่อนระบบการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยให้สามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ดังที่มีผู้กล่าวว่า
“โลกยุคใหม่ การค้ายุคใหม่ จะมามัวเป็นศัตรูกัน คงไม่มีใครอยู่รอด การพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ด้วยการจับมือกัน รวมหัวกัน สู้ด้วยกัน คงไม่ใช่เป็นเพียงแค่ทางเลือก แต่อาจเป็นทางรอดทางเดียวที่เราไม่มีสิทธิเลือก”

