บทความจาก KBank 2

จาก SSM Wiki

ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

สภาวะการส่งออก

  • ในขณะที่การส่งออกของไทยต้องเผชิญกับภาวะซบเซาของตลาดต่างประเทศ โดยตลาดส่งออกหลักของไทยอย่างกลุ่มประเทศจี 3 ได้แก่ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ต้องเผชิญกับเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างหนัก ทำให้ความต้องการนำเข้าอ่อนแรง ส่งผลให้การส่งออกของไทยในไตรมาสสุดท้ายปี 2551 ชะลอตัวรุนแรง โดยการส่งออกของไทยมีอัตราหดตัวที่ร้อยละ 20.5 (yoy) และร้อยละ 14.5 (yoy) ในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2551 ตามลำดับ มูลค่าส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคมหดตัวร้อยละ 19.3 ขณะที่สหภาพยุโรป ลดลงร้อยละ 16.3 และญี่ปุ่น ลดลงร้อยละ 15.1 ส่วนตลาดอาเซียน 5 ประเทศ[1] ลดลงร้อยละ 25.9 และจีน ลดลงร้อยละ 40.1 คาดว่าการส่งออกของไทยมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องในปี 2552 โดยเฉพาะในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2552 ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงยืดเยื้อและซบเซา
  • ตลาดส่งออกใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ไม่รุนแรงมากนักเมื่อเทียบกับตลาดส่งออกข้างต้นและยังมีความต้องการนำเข้าสินค้า ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสสำหรับการขยายการส่งออกของไทย รวมทั้งยังได้รับแรงสนับสนุนจากทางการไทยที่กำหนดตลาดส่งออกเป้าหมาย 14 ตลาด[2] และวางแผนเจาะสินค้าส่งออกเป็นรายประเทศเพื่อรับมือกับภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2552 ที่อาจส่งผลให้การส่งออกของไทยในปีนี้ต้องหดตัว

ตลาดส่งออกใหม่ที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีไทยในสถานการณ์ปัจจุบันที่อุปสงค์ในตลาดโลกมีข้อจำกัด ได้แก่ ตลาดแอฟริกา ตลาดอินโดจีน (กัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนาม) และตลาดออสเตรเลีย โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

ตลาดแอฟริกา : สินค้าอุปโภคบริโภคยังคงโดดเด่น

  • แอฟริกาถือเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกในรอบนี้ไม่มากนัก ทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้ายังคงขยายตัว ขณะที่ภูมิประเทศและสภาพอากาศของแอฟริกาที่ไม่อำนวยต่อการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้การผลิตในประเทศไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคส่วนใหญ่จากต่างประเทศ สินค้าส่งออกของไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องในปี 2552 ในตลาดแอฟริกา ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค ที่สำคัญ เช่น ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ เครื่องสำอาง ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมที่น่าเติบโตได้ดี ที่สำคัญ ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
  • ไทยส่งออกข้าวไปแอฟริกาในปี 2551 ขยายตัวร้อยละ 112.5 จาก 1.23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2550 เป็น 2.62 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถือเป็นสินค้าส่งออกของไทยที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่ 1 ในตลาดแอฟริกา คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 38.8 ของการส่งออกสินค้าทั้งหมดไปแอฟริกา ตลาดส่งออกข้าวสำคัญ ได้แก่ ไนจีเรีย เบนิน และแอฟริกาใต้ โดยทั้ง 3 ประเทศถือเป็นตลาดส่งออกข้าวสำคัญของไทยใน 5 อันดับแรก ส่วนการส่งออกอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปไปแอฟริกาขยายตัวร้อยละ 69 จากมูลค่า 235 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2550 เป็น 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตลาดส่งออกอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปหลัก ได้แก่ อิยิปต์ และแอฟริกาใต้ ถือเป็นตลาดส่งออกอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปหลักของไทย 10 อันดับแรก
  • ไทยส่งออกสินค้าไปตลาดแอฟริกาเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงกว่า 3 ปีที่ผ่านมา จากมูลค่า 2.87 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2548 เป็นมูลค่า 6.76 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2551 โดยการส่งออกปี 2551 ขยายตัวร้อยละ 44.4 จากปี 2550 ประเทศในแอฟริกาที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ แอฟริกาใต้ และอิยิปต์ โดยในปี 2551 ไทยส่งออกไปแอฟริกาใต้มูลค่า 1.69 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.6 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 ของการส่งออกของไทยไปตลาดแอฟริกาทั้งหมดในปี 2551 ขณะที่ไทยส่งออกไปอิยิปต์มูลค่า 635 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโตร้อยละ 32.2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 9.3 ของการส่งออกของไทยไปตลาดแอฟริกาทั้งหมดในปี 2551

กลุ่มประเทศลาว กัมพูชา พม่าและเวียดนาม : การค้าชายแดนยังคงขยายตัวตามความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าขั้นกลางและสินค้าทุน

  • ตลาดประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกันอย่างลาว กัมพูชา และพม่า นับว่ายังเป็นตลาดส่งออกที่เติบโตได้ต่อเนื่อง แม้ว่าประเทศเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกเช่นกัน ส่งผลให้ภาคส่งออกและภาคอุตสาหกรรมภายในชะลอตัว แต่เนื่องจากการพึ่งพาการค้าชายแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันอย่างลาว กัมพูชา และพม่า มีระดับค่อนข้างสูง ทำให้ความต้องการของประเทศเหล่านี้ต่อสินค้าของไทยยังคงขยายตัวได้โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งสินค้าที่ใช้ผลิตในภาคอุตสาหกรรมด้วย โดยการส่งออกของไทยไปลาว กัมพูชา และพม่าในปี 2551 ขยายตัวได้ดีในอัตราร้อยละ 35.4 ร้อยละ 50.5 และร้อยละ 39 ตามลำดับ ขณะที่การส่งออกไปเวียดนามขยายตัว ร้อยละ 32 ในปี 2551 แม้สินค้าส่งออกของไทยหลายรายการไปเวียดนามชะลอตัวตามภาวะอุตสาหกรรมในเวียดนามที่อ่อนแรงตามเศรษฐกิจโลก เช่น เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ปูนซีเมนต์ และสิ่งทอ แต่สินค้าส่งออกของไทยบางรายการที่ยังคงขยายตัวได้ดี ส่วนหนึ่งเนื่องจากความจำเป็นที่ต้องนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ/สินค้าขั้นกลางเพื่อใช้ผลิตสินค้าในอุตสาหกรรม รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคบางรายการที่ยังมีความต้องการภายในประเทศ ที่สำคัญ ได้แก่ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ หนังและผลิตภัณฑ์หนังฟอกและหนังอัด และเครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว
  • สินค้าส่งออกของไทยไปตลาด 4 ประเทศนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในปี 2552 โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงสินค้าขั้นกลาง/สินค้าทุนบางรายการที่ยังมีความต้องการใช้ลงทุนและผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ยังเติบโตได้ โดยเฉพาะลาวที่ยังมีความต้องการนำเข้าสินค้าทุนและวัสดุก่อสร้างจากไทยเพื่อรองรับการจัดงานกีฬาซีเกมส์ในช่วงปลายปีนี้

ประเทศออสเตรเลีย : ปัจจัยบวกจากความตกลง FTA ช่วยกระตุ้นส่งออกไทย ... ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจออสเตรเลียชะลอตัว

  • ออสเตรเลียได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ทำให้เศรษฐกิจออสเตรเลียในไตรมาสที่ 3 ของปี 2551 ขยายตัวชะลอลงเหลือร้อยละ 0.1 เป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี ภาคอุตสาหกรรมสำคัญๆ ทั้งอุตสาหกรรมเหมืองแร่ การบิน และยานยนต์ประสบภาวะชะลอตัวจนต้องปลดพนักงาน ส่งผลให้อัตราการว่างงานในเดือนธันวาคม 2551 สูงขึ้นเป็นร้อยละ 4.5 ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจออสเตรเลียที่มีแนวโน้มหดตัวร้อยละ 0.2 ในปี 2552 ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงซบเซา ก่อนจะกลับมาขยายตัวร้อยละ 1.8 ในปี 2553 เศรษฐกิจออสเตรเลียที่มีแนวโน้มชะลอลงอีกในปี 2552 ทำให้คาดว่าสินค้าส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของไทยไปออสเตรเลียอย่างรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 34 ของการส่งออกทั้งหมดของไทยไปออสเตรเลียต้องชะลอตัวต่อเนื่องในปีนี้ ตามภาวะซบเซาของอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลก โดยในปี 2551 ที่ผ่านมา การส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบของไทยไปออสเตรเลียชะลอลงเหลือร้อยละ 8.8 เทียบกับที่เติบโตถึงร้อยละ 64.6 ในปี 2550
  • อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกสำคัญที่น่าจะช่วยขับเคลื่อนการส่งออกไปออสเตรเลียในระยะต่อไป ได้แก่ ความตกลง FTA ระหว่างอาเซียนกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (FTA อาเซียน-ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์) ที่มีกำหนดการลงนามความตกลงฯ ในช่วงการประชุมผู้นำอาเซียนวันที่ 27 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2552 นี้ โดยคาดว่าความตกลงฯ น่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 ซึ่งจะทำให้สินค้าส่งออกของไทยหลายรายการไปออสเตรเลียได้รับประโยชน์จากการลดภาษีของออสเตรเลียที่เร็วกว่าการลดภาษีในกรอบ FTA ทวิภาคี ไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอ และรองเท้า อีกทั้งไทยยังได้ประโยชน์กฎแหล่งกำเนิดสินค้าสะสม (Rule of Origins : ROOs) ภายใต้ FTA อาเซียน-ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ที่มีความยืดหยุ่นมากกว่ากรอบ FTA ทวิภาคีระหว่างไทยกับออสเตรเลีย ทำให้การผลิตสินค้าส่งออกของไทยซึ่งจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบนำเข้าจากประเทศในอาเซียนมาผลิต สามารถส่งออกไปออสเตรเลียโดยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ข้อตกลง FTA อาเซียน-ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ ที่สำคัญ เช่น กลุ่มสิ่งทอ เหล็ก ทองแดง อะลูมิเนียม เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์พลาสติก
  • นอกจากนี้ การเปิดเสรีตามความตกลง FTA ทวิภาคีระหว่างไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ที่มีกำหนดทยอยลดภาษีสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจนเหลืออัตราร้อยละ 5 ในปี 2553 จากร้อยละ 12.5 ในปี 2548 คาดว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับการส่งออกสิ่งทอและเสื้อผ้าของไทยในตลาดออสเตรเลียมากขึ้น และน่าจะส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของไทยเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ไทยยังส่งออกสิ่งทอและเสื้อผ้าไปออสเตรเลียมีมูลค่าค่อนข้างน้อยเนื่องจากต้องแข่งขันกับสิ่งทอและเสื้อผ้าจากหลายประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ เช่น จีนและเวียดนาม ทั้งนี้ นับตั้งแต่การเปิดตลาดสินค้าภายใต้ความตกลง TAFTA ที่เริ่มดำเนินการในวันที่ 1 มกราคม 2548 ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของไทยไปออสเตรเลียขยายตัวได้ดีโดยมีอัตราเฉลี่ยราวร้อยละ 33 ในช่วงระหว่างปี 2549-2550 โดยปี 2551 การส่งออกของไทยไปออสเตรเลียยังคงขยายตัวได้ดีในอัตราร้อยละ 34 สินค้าส่งออกของไทยไปออสเตรเลียที่ขยายตัวในอัตราสูง ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ ขยายตัวร้อยละ 137 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ขยายตัวร้อยละ 78 เม็ดพลาสติก เติบโตร้อยละ 95 อาหารทะเลแปรรูปและกระป๋อง ร้อยละ 36.2 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ร้อยละ 28.8 เครื่องซักผ้า/เครื่องซักแห้งและส่วนประกอบ ร้อยละ 149 ผลิตภัณฑ์พลาสติก ร้อยละ 41.7 และผลิตภัณฑ์ยาง ร้อยละ 26
  • การเปิดเสรีการค้าสินค้าภายใต้กรอบ FTA อาเซียน-ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ที่คาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 และกรอบ FTA ไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ที่มีกำหนดการลดภาษีให้เหลือในอัตราต่ำลงในปี 2553 น่าจะส่งผลดีต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทยในตลาดออสเตรเลีย ทำให้คาดว่าทิศทางการส่งออกของไทยไปออสเตรเลียจะขยายตัวได้ดีขึ้น

อ้างอิง

  1. สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน
  2. ตลาดส่งออกเป้าหมาย 14 ตลาดของทางการไทย ได้แก่ 1. จีน 2. อาเซียน 3. กลุ่มประเทศ CVML 4. อินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน 5. ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ 6. ออสเตรเลีย 7. แอฟริกา 8. รัสเซีย 9. กลุ่มประเทศ CIS 10. ยุโรปตะวันออก 11. สหภาพยุโรป 12. ตะวันออกกลาง 13. สหรัฐอเมริกา 14. กลุ่มละตินอเมริกา
เครื่องมือส่วนตัว