คลัสเตอร์ (Cluster) เครื่องมือการแข่งขัน

จาก SSM Wiki

ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

คลัสเตอร์ (Cluster) เครื่องมือการแข่งขัน

อดิทัต วะสีนนท์

นโยบายหลักประการหนึ่งของรัฐบาลในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ได้แก่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมีคลัสเตอร์ (Cluster) เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญ ดังจะเห็นได้จากที่มีการกล่าวถึงคำว่าคลัสเตอร์เป็นอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งในบทความและการสัมมนาต่างๆ อย่างไรก็ตาม หากสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้อง ถึงความหมายของคำว่าคลัสเตอร์ก็จะได้รับคำตอบที่หลากหลายแตกต่างกันไป ดังนั้นวัตถุประสงค์ของบทความนี้คือการสร้างความเข้าใจร่วมกันถึงความหมายของคลัสเตอร์ องค์ประกอบ ประโยชน์ ความเกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แนวทางการพัฒนา และบทบาทของภาครัฐ ที่เหลือคงเป็นเพียงการตัดสินใจว่าแต่ละท่านแต่ละองค์กร จะเข้าร่วมและใช้ประโยชน์จากคลัสเตอร์หรือไม่และอย่างไร

คลัสเตอร์คืออะไร
หากเปิดพจนานุกรมจะพบว่า Cluster (คลัสเตอร์) แปลว่า พวง กลุ่ม หรือ ฝูง ในขณะที่ United Nations Industrial Development Organization (UNIDO) ได้ให้นิยามของคลัสเตอร์ในเชิงธุรกิจ ไว้ว่า คลัสเตอร์คือการกระจุกตัวหรือการรวมกลุ่มของวิสาหกิจที่ตั้งอยู่ในท้องถิ่นหรือพื้นที่ที่ใกล้เคียงกัน โดยที่วิสาหกิจในกลุ่ม ผลิตสินค้า (หรือให้บริการ) ที่มีลักษณะเหมือนกัน เกี่ยวข้องกัน หรือ ส่งเสริมกัน จึงเผชิญกับปัญหา อุปสรรค โอกาส และการท้าทายทางธุรกิจที่คล้ายกัน นอกจากนี้ คลัสเตอร์ยังหมายรวมถึง ผู้ให้บริการ (service providers) สถาบันการเงิน (financial institutes) สถาบันสนับสนุนต่างๆ (supporting institutes) และหน่วยงานของรัฐ ที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาของคลัสเตอร์ด้วย
ทั้งนี้ได้มีผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานบางแห่งได้ให้คำจำกัดความหรือคำแปลของคลัสเตอร์ไว้หลายแบบอาทิเช่น กลุ่มธุรกิจ กลุ่มวิสาหกิจ หรือ เครือข่ายวิสาหกิจ เป็นต้น แต่เมื่อพิจารณาแล้ว จะเห็นว่ายังสื่อถึงนิยามของคำว่าคลัสเตอร์ได้ยังไม่ครบถ้วน ดังนั้นจึงขอใช้ทับศัพท์ไปจนกว่าจะมีผู้รู้ที่ให้คำจำกัดความที่สื่อถึงความหมายของคลัสเตอร์ได้ครบถ้วน

คลัสเตอร์ประกอบด้วยอะไรบ้าง
การที่จะให้คลัสเตอร์แต่ละกลุ่มสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง คลัสเตอร์นั้นควรมีองค์ประกอบดังนี้

  1. ภาคเอกชน : ประกอบไปด้วยสมาชิกซึ่งดำเนินธุรกิจอันเป็นแกนหลักของคลัสเตอร์นั้น และมีความร่วมมือจากธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
  2. สถาบันการเงิน : เพื่อเป็นพื้นฐานด้านทรัพยากรทุน
  3. สถาบันการศึกษา องค์กรผู้ให้บริการ และ สถาบันวิจัยและพัฒนา : เพื่อการพัฒนาและเสริมสร้างพื้นฐานด้านทรัพยากรมนุษย์และนวัตกรรมของอุตสาหกรรม
  4. ภาครัฐบาล : ให้การสนับสนุนและร่วมมือผ่านทาง นโยบาย/มาตรการ/กฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้คลัสเตอร์จะมีอุปสงค์เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญ มียุทธศาสตร์ที่แน่ชัด มีการเชื่อมโยงทั้งในแนวตั้งและแนวนอน และต้องส่งเสริมการเปิดกว้างทางการค้า โดยมีหัวใจอยู่ที่ “ความร่วมมือ” ของทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประเด็นสำคัญในการร่วมมือในลักษณะของคลัสเตอร์คือ ตรงไหนที่ร่วมมือกันได้ (เพื่อไปแข่งกับผู้อื่น) ก็ร่วมกัน ตรงไหนที่ยังต้องแข่งขันก็ยังแข่งกันต่อไป เพียงแต่จะต้องแข่งขันกันอย่างสร้างสรรค์ เช่น แข่งขันกันพัฒนารูปแบบสินค้า หรือ แข่งขันกันปรับปรุงกระบวนการผลิต มิใช่แข่งขันกันด้วยการตัดราคาคู่แข่งโดยที่ไม่ได้ลดต้นทุน

ข้อได้เปรียบของคลัสเตอร
คลัสเตอร์สามารถเปรียบเทียบได้กับคำกล่าวที่ว่า “คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย” การที่บริษัทหรือองค์กรเข้ามาร่วมอยู่ในกลุ่มในลักษณะของคลัสเตอร์ จะมีข้อได้เปรียบกว่าการดำเนินธุรกิจอยู่เพียงลำพังในหลายประการ และที่เห็นได้อย่างชัดเจนได้แก่

  1. สามารถจัดหาองค์ประกอบพิเศษสำหรับการผลิตได้ง่าย
  2. เข้าถึงแหล่งทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพและเชี่ยวชาญเฉพาะด้านได้ง่าย
  3. เป็นกิจกรรมการผลิตที่เสริมซึ่งกันและกัน (Complementarities)
  4. ผู้ประกอบการในคลัสเตอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศได้ง่าย
  5. ทำให้เกิดการพัฒนาด้านนวัตกรรม
  6. การแข่งขันภายในคลัสเตอร์ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับปรุงประสิทธิภาพและคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
  7. ส่งเสริมให้เกิดการเริ่มและขยายตัวของธุรกิจใหม่ๆในคลัสเตอร์


ประโยชน์ของคลัสเตอร์

คงจะเป็นการยากที่จะกล่าวว่าเมื่อเข้าร่วมคลัสเตอร์แล้วจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง เพราะว่าคลัสเตอร์แต่ละกลุ่มก็จะมีรูปแบบ ลักษณะ และหัวข้อความร่วมมือที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความต้องการของสมาชิกในคลัสเตอร์นั้นๆ ไม่มีรูปแบบสำเร็จรูป ดังนั้นประโยชน์ที่ได้รับก็จะเป็นผลมาจาก “ความร่วมมือ” ที่เกิดขึ้น จากประสบการณ์ในการพัฒนาคลัสเตอร์ในต่างประเทศ จะพบว่าคลัสเตอร์นั้น ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกในหลายด้านด้วยกัน เช่น

  • ความร่วมมือด้านการลดต้นทุนการผลิต
  • ความร่วมมือด้านการตลาด
  • ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี
  • ความร่วมมือด้านนวัตกรรม
  • ความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา
  • ความร่วมมือด้านการลงทุน
  • ความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากร

เป็นต้น

คลัสเตอร์กับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ถ้าเราสังเกตอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จในประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาก็ตาม จะพบว่าอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จมิได้เกิดจากบริษัทหรือกิจการใด กิจการหนึ่งเพียงลำพัง หากแต่เกิดจากกิจการหลายๆ กิจการที่แข่งขันโดยการรวมกลุ่มกันในลักษณะคลัสเตอร์ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องหนังในประเทศอิตาลี อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ในซิลิคอนวัลเลย์ (Silicon Valley) ทางตอนใต้ของรัฐคาลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ อุตสาหกรรมเหล้าวิสกี้ (whisky) ในสก๊อตแลนด์ (Scotland) ทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ เป็นต้น

จากประโยชน์ของคลัสเตอร์ และตัวอย่างของคลัสเตอร์ที่ประสบความสำเร็จข้างต้น แสดงถึงความสำคัญของการรวมกลุ่มคลัสเตอร์ ซึ่งจะช่วยเร่งให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกิจการ และความร่วมมือระหว่างสถาบันของรัฐและเอกชนในท้องถิ่นในหลายๆ ด้าน รวมทั้งเร่งให้เกิดการประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ และการเรียนรู้ร่วมกัน ความร่วมมือดังกล่าวประกอบกับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของกิจการ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของอุตสาหกรรมในคลัสเตอร์นั้นๆ ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า คลัสเตอร์จัดเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมสาขาต่างๆ และถ้ามองในภาพกว้าง คลัสเตอร์ยังเป็นกลไกในการเชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจระดับจุลภาค (หรือในระดับกิจการและกลุ่มอุตสาหกรรม) กับการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับมหภาค (หรือในระดับภาคการผลิตและระดับประเทศ) อีกด้วย การที่ประเทศประกอบไปด้วยคลัสเตอร์หลายๆ กลุ่มที่มีศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันสูง สามารถต่อสู้กับคู่แข่งขันในระดับนานาชาติได้ ย่อมจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของประเทศไปด้วยนั่นเอง



แนวทางการพัฒนาคลัสเตอร์
หากจะกล่าวว่ายังไม่เคยมีการจัดตั้งคลัสเตอร์ขึ้นในประเทศไทยก็คงไม่ถูกต้อง เพราะได้มีการรวมกลุ่มทั้งในรูปแบบของ กลุ่ม ชมรม และ สมาคม ต่างๆ แต่ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะยังไม่มีระบบและการบริหารกลุ่มอย่างชัดเจนหรือวัตถุประสงค์ในการรวมกลุ่มก็จะเป็นเฉพาะเรื่อง ไม่ได้นำข้อได้เปรียบของการรวมกลุ่มมาขยายผลให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด

ดังนั้นหากจะพูดถึงการพัฒนาคลัสเตอร์ขึ้นอย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่คงจะเริ่มจากการพัฒนาขึ้นจากกลุ่มต่างๆที่มีอยู่แล้ว โดยมีภาคอุตสาหกรรมเป็นผู้นำ ด้วยความร่วมมือจากสถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยและพัฒนา ส่วนบทบาทของภาครัฐจะเป็นเพียงการกระตุ้นและให้การสนับสนุน เพื่อให้เกิดคลัสเตอร์มีความแข็งแกร่งและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างยั่งยืน

เนื่องจากคลัสเตอร์จะเกิดจากความร่วมมือเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกในคลัสเตอร์นั้นๆ ดังนั้นจึงไม่มีคลัสเตอร์สำเร็จรูป ถ้าจะมีความคล้ายคลึงกันก็คงเป็นเพียงแนวทางการพัฒนาคลัสเตอร์ เพราะแม้แต่วิธีการและรายละเอียดของการพัฒนาแต่ละคลัสเตอร์ก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของแต่ละคลัสเตอร์ที่พัฒนาขึ้นมา

ขั้นตอนการพัฒนาคลัสเตอร์ที่มีการนำไปใช้และประสบความสำเร็จในที่ต่างๆ ทั่วโลกประกอบไปด้วย
  1. การกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดการรวมคลัสเตอร์ (Promotion and Motivation Phase)
  2. การกำหนดยุทธศาสตร์และกลยุทธของคลัสเตอร์ (Strategic Planning Phase)
  3. การจัดทำโครงการนำร่อง (Pilot Project Phase)
  4. การจัดทำโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์และกลยุทธของคลัสเตอร์ (Strategic Project Phase)
  5. การดำเนินงานด้วยตัวเอง (Self-management Phase)



บทบาทของภาครัฐกับการพัฒนาคลัสเตอร์
จากที่กล่าวมาแล้วว่าหัวใจของคลัสเตอร์คือ “ความร่วมมือ” ของทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นบทบาทของภาครัฐในการพัฒนาคลัสเตอร์นั้นจะไม่ใช่การกำหนดรูปแบบ ยุทธศาสตร์ และวิธีการดำเนินการของแต่ละคลัสเตอร์ แต่บทบาทของภาครัฐในการพัฒนาของคลัสเตอร์นั้นจะเป็นการกระตุ้นและให้การสนับสนุนในการพัฒนาคลัสเตอร์ รูปแบบ ยุทธศาสตร์ และวิธีการดำเนินการของแต่ละคลัสเตอร์จะมาจากสมาชิกของคลัสเตอร์นั้นๆ ร่วมกันคิดและสร้างขึ้นมา ดังนั้นคลัสเตอร์แต่ละแห่งจะมีความเป็นตัวของตัวเอง (uniqueness)
หากท่านสนใจจะเรียนรู้เกี่ยวกับคลัสเตอร์ให้มากกว่านี้ หรือต้องการทราบว่าภาครัฐจะให้การสนับสนุนในการจัดตั้งหรือพัฒนาคลัสเตอร์ได้อย่างไรบ้าง ท่านสามารถสอบถามไปที่ ส่วนส่งเสริมการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม สำนักพัฒนาการจัดการอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม โทร. 0 2202 4559 หรือหาความรู้เพิ่มเติมได้จาก เว็บไซต์ www.thaicluster.com



บรรณานุกรม
C. Richard Hatch, “Towards a Strategy for SME Cluster and Network Development in Thailand”, A Discussion Paper for Stakeholders for the International Labour Office’s Initiative on Business-to-Business Networking – Thailand, 2002

G. Ceglie and M. Dini, “SME Cluster and Network Development in Developing Countries: The Experience of UNIDO” International Conference on Buiding a Modern and Effective Development Service Industry fro Small Enterprises, UNIDO, 1999

Institution for Management Education for Thailand Foundation, “Competitive Study – Cluster Approach”, 2002

J. Humphrey and H. Schmitz, “Principles for Promoting Clusters & Networks of SMEs”, UNIDO: Small and Medium Enterprises Branch, October 1995

M. E. Porter, “The Competitive Advantage of Nations”, The Free Press, 1998

M. Fairbanks and S. Lindsay, “Plowing the Sea: Nurturing the Hidden Sources of Growth in the Developing World”, Harvard Business School Press, 1997

Oonjitt, C, and Vasinonta, A, “Cluster : Tool for Competitiveness” Mould and Die Journal, Vol 4, Oct – Dec 2002, pp 19-20

UNIDO, “Development of Clusters and Networks of SMEs”, Private Sector Development Branch, Investment Promotion and Institutional Capacity Building Division, UNIDO, 2001

เครื่องมือส่วนตัว