ข้อคิดสำหรับ SMEs โดย K-Bank
จาก SSM Wiki
เนื้อหา |
สถานการณ์ปัจจุบัน
- ในช่วงครึ่งแรกของปี 2552 ธุรกิจเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ต่างประสบกับภาวะชะลอตัว แต่ความรุนแรงของปัญหาอาจจะแตกต่างกันไปตามประเภทของธุรกิจ โดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างหนักตามภาวะเศรษฐกิจส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดส่งออกในสัดส่วนที่สูง เช่น อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อัญมณีและเครื่องประดับ ยานยนต์และชิ้นส่วน สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม พลาสติกและเคมีภัณฑ์ ขณะที่กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น เหล็ก ข้าว ยางพารา ก็ได้รับผลกระทบทั้งจากอุปสงค์ที่หดตัวและราคาที่ตกต่ำลงอย่างมาก และจากปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบรุนแรงในวงกว้างจากภาวการณ์หดตัวของความต้องการในตลาดโลก ก็ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปสู่ธุรกิจที่พึ่งพาตลาดผู้บริโภคในประเทศด้วย อันได้แก่ ตลาดรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนธุรกิจค้าปลีก สำหรับในภาคบริการ หลายธุรกิจประสบปัญหา โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรมและสายการบิน ที่เผชิญมรสุมหลายด้านทั้งวิกฤติเศรษฐกิจโลกถดถอย ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศ และการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต่อไป ส่วนสินค้าที่ขึ้นอยู่กับกิจกรรมด้านการลงทุน เช่น วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรและอุปกรณ์ ต่างหดตัวลงตามภาวการณ์ลงทุนภายในประเทศ
ความท้าทายในอนาคต
- สำหรับแนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2552 พบว่า แม้จะมีปัจจัยบวกเพิ่มขึ้นกว่าในช่วงครึ่งแรกด้วยแรงขับเคลื่อนสำคัญจากโอกาสการฟื้นตัวของภาคส่งออก และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่น่าจะสามารถเริ่มเดินหน้าลงทุนภายใต้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 แต่ขณะเดียวกันก็มีความเป็นไปได้ว่า ธุรกิจเอสเอ็มอียังอาจจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายด้าน ซึ่งก็มีทั้งปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายในที่ส่งผลกระทบต่อการปรับตัวทางธุรกิจ อันนับได้ว่าเป็นความท้าทายสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีในช่วงครึ่งปีหลัง ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ปัจจัยภายใน
- 1. ภาวะการแข่งขันที่รุนแรง อันเกิดมาจาก การแข่งขันจากต่างประเทศ คำสั่งซื้อ หรือจำนวนลูกค้าที่ลดลง และจำนวนคู่แข่งที่เพิ่มขึ้น
- 2. ประสิทธิภาพการบริหารด้านการผลิต ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านวัตถุดิบ เช่น วัตถุดิบแพง ขาดตลาด และไม่มีคุณภาพ หรือปัญหากระบวนการผลิต เช่น กำลังการผลิตที่มากหรือน้อยเกินไป ปัญหาของเสียจากกระบวนการผลิต ความทันสมัยของเทคโนโลยีการผลิต และความเชี่ยวชาญของแรงงานผลิต รวมถึงปัญหาคุณภาพสินค้า และปัญหาด้านมาตรฐานสินค้า เป็นต้น ดังนั้น การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนการผลิต เพื่อพยุงกำไรไว้ให้ได้ท่ามกลางภาวะที่ไทยยังคงเสียเปรียบคู่แข่งทางด้านต้นทุนการผลิต และสินค้าราคาถูกครองตลาด พร้อมทั้งเร่งปรับปรุงคุณภาพและยกระดับมาตรฐานของสินค้า จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรหันมาให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้นโดยด่วน
- 3. สภาพคล่องทางการเงิน ธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนไม่น้อยต่างกำลังเผชิญกับปัญหาแหล่งเงินทุนหรือการเข้าถึงแหล่งเงินทุน นอกจากนี้ ยังมีปัญหาด้านหนี้สูญ และปัญหาการบริหารการเงินของกิจการเอง และมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะต้องเผชิญความเสี่ยงด้านการรับชำระเงินจากคู่ค้าด้วย หากกำลังซื้อของผู้บริโภคทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศยังไม่มีวี่แววฟื้นตัวภายในเร็ววัน รวมถึงปัญหาการเงินตึงตัวจากความยากลำบากในการเข้าถึงแหล่งทางการเงิน ดังนั้น การรักษากระแสเงินสด & บริหารเงินทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้ามนับจากนี้
- 4. การบริหารจัดการภายในองค์กร ส่วนใหญ่จะหนักไปทางด้านปัญหาคน โดยเป็นปัญหาสำหรับกิจการผลิตในระดับที่รุนแรงกว่ากิจการค้าปลีกค้าส่ง และบริการ อาจเป็นได้ว่ากิจการผลิตส่วนใหญ่มีจำนวนแรงงาน และต้องการระดับทักษะของแรงงานมากกว่าเมื่อเทียบกับกิจการค้าปลีกค้าส่ง และบริการ
ปัจจัยภายนอก
- 1. ความไม่แน่นอนของการการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แม้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศชั้นนำอย่างสหรัฐฯ และจีน เริ่มมีสัญญาณบวกที่ชี้ถึงเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจกลุ่มจี 3 ทั้งสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ก็ยังอยู่ในภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ และเศรษฐกิจภายในที่ยังคงอ่อนแอ ซึ่งสะท้อนได้จากปัญหาการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงเสถียรภาพของภาคการเงินที่ยังมีความเปราะบาง และอาจจะต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควรเพื่อการฟื้นตัวอย่างมีเสถียรภาพ ทำให้ผู้บริโภคยังคงมีแนวโน้มใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง หรือลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง ดังนั้น ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยโดยเฉพาะภาคส่งออกยังคงต้องรับมือกับความต้องการในตลาดส่งออกที่ซบเซาในช่วงที่เหลือของปีนี้
- 2. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยมีความเป็นไปได้สูงว่า ปัจจุบันผู้บริโภคจะหันมาให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของเงินที่จับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้น โดยการจับจ่ายจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้เวลาอันจำกัด หรือใช้เวลาในการจับจ่ายต่อครั้งน้อยลง แต่บ่อยครั้งขึ้น รวมถึงการซื้อสินค้าน้อยชิ้นต่อครั้งด้วย นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังต้องการข้อมูลและความบันเทิง ดังนั้น สิ่งที่ห้างร้านกิจการต่างๆควรให้ความสำคัญต่อการเพิ่มคุณค่าของสินค้า การอำนวยความสะดวกในการจับจ่ายเพื่อความรวดเร็ว การสร้างอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ และการทำให้กิจการเป็นสถานที่ที่มาแล้วรู้สึกสนุกสนาน
- 3. การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งหากมีการพัฒนาการของเชื้อจนมีระดับอาการที่เป็นอันตรายมากขึ้นกว่าปัจจุบัน หรือหากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคนี้ยืดเยื้อยาวนานไปจนถึงปลายปี ไม่ว่าจะเป็นภายในประเทศไทยเองหรือต่างประเทศ ก็อาจจะกลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระดับโลกได้ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวไทยที่อาจจะทรุดตัวลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะมีความเป็นไปได้ว่านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศต่างจะพากันหลีกเลี่ยงการเดินทาง หรือลดการทำกิจกรรมนอกบ้าน/นอกประเทศ รวมถึงกิจการค้าปลีกและธุรกิจสันทนาการต่างๆก็อาจจะได้รับผลกระทบจากความถี่ในการใช้บริการที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่ขณะเดียวกันการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ก็อาจจะส่งผลบวกต่อธุรกิจโรงพยาบาลและบริการทางการแพทย์ ที่คาดว่าจะมีผู้มารับการตรวจรักษาเพิ่มขึ้น รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและรักษาโรค เช่น เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ชุดตรวจสอบการติดเชื้อ หน้ากากอนามัย น้ำยาฆ่าเชื้อโรค ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาความสะอาด และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เป็นต้น ที่จะมียอดขายเพิ่มขึ้นตามกระแสการเอาใจใส่ต่อสุขภาพอนามัยเพิ่มมากขึ้น หรือแม้แต่สินค้าและบริการบางประเภท เช่น บริการส่งอาหารตามบ้าน ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทาน โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ธุรกิจอินเตอร์เน็ต หรือ e-Commerce เป็นต้น ก็อาจจะมีโอกาสทางการตลาดเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะผู้บริโภคมีแนวโน้มจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในที่ชุมชน หรือใช้เวลาอยู่บ้านเพิ่มมากขึ้น
- 4. เสถียรภาพของรัฐบาล ที่ยังคงมีผลอย่างมากต่อการสร้างความเชื่อมั่นในสายตาของชาวต่างชาติต่อประเทศไทย อีกทั้งยังมีผลต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจให้มีความคืบหน้า ซึ่งประเด็นท้าทายสำหรับรัฐบาลคือการดูแลสถานการณ์ความขัดแย้งของขั้วการเมืองไม่ให้กลายเป็นเงื่อนไขที่จะนำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรงดังเช่นในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังอยู่ที่การประคับประคองเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งการรักษาฐานสนับสนุนจากประชาชน ทั้งนี้ การสร้างความเชื่อมั่นกลับมาสู่ประเทศไทยนับเป็นปัจจัยเร่งด่วนที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ เพื่อรับกับภาวะเศรษฐกิจที่อาจต้องเผชิญกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งยังคาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดปรากฏการณ์แทรกซ้อนอย่างใดเข้ามาซ้ำเติมอีกหรือไม่
แนวทางการปรับตัว
- ที่ผ่านมาในช่วงต้นปี 2552 ได้มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปี 2552 จะเติบโตที่ประมาณร้อยละ 0-1.2 แต่ปัจจุบัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะต่ำกว่าที่ประเมินไว้ เหลือเพียงร้อยละ -3ถึง-5 ถึงแม้ว่าจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย จะมีผลต่อการดำเนินธุรกิจขนาดใหญ่ที่ลงทุนจากต่างชาติมากกว่าธุรกิจขนาดเล็กในประเทศ แต่ปัญหาที่เอสเอ็มอีต้องเผชิญนับจากนี้มีโอกาสจะเป็นไปทั้งในส่วนของปัญหายอดขายที่ลดลง เนื่องจากอัตราการส่งออกน้อยลง รวมถึงต้องเผชิญกับปัญหาการว่างงานที่มีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นหากเอสเอ็มอีไทยจะอยู่รอดภายใต้ภาวะเช่นนี้ ก็ต้องมีการพัฒนาศักยภาพและบริหารความเสี่ยงที่ดีเช่นกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงขอนำเสนอแนวทางการปรับตัวของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เพิ่งดำเนินกิจการ ดังต่อไปนี้
สิ่งที่ไม่ควรทำและสิ่งที่ควรทำ
อ่านคำแนะนำสิ่งที่ SMEs ไม่ควรทำและสิ่งที่ควรทำ
บทสรุป
- ท่ามกลางความท้าทายที่หลากหลายที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอาจจะต้องเผชิญหน้านับจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวเศรษฐกิจ เสถียรภาพของรัฐบาล หรือภาวการณ์แข่งขันที่รุนแรง ทั้งจากคู่แข่งรายเดิมที่พยายามงัดกลยุทธ์หลากหลายมาใช้เพื่อช่วงชิงลูกค้า การเกิดขึ้นของคู่แข่งรายใหม่ๆ และการเข้ามาของสินค้าใหม่ๆ เป็นต้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เพิ่งเริ่มดำเนินกิจการจำเป็นต้องตัดสินใจว่า เมื่อเจอวิกฤตแล้วจะตื่นตระหนกจนเกินไป หรือนั่งเศร้า ไม่ดำเนินการใดๆ และรอปาฎิหาริย์ให้เกิดขึ้น ซึ่งก็คงไม่เป็นไรหากคู่แข่งมีพฤติกรรมเช่นเดียวกัน แต่หากคู่แข่งมีการปรับกลยุทธ์เพื่อช่วงชิงลูกค้า ก็คงมีความเป็นไปได้สูงว่า ในที่สุดแล้วลูกค้าของกิจการก็อาจจะหดหายไปอย่างถาวร หรือ ผู้ประกอบการจะเลือกที่พยายามแก้ไขให้เป็นโอกาสเพื่อการอยู่รอดต่อไปเมื่อเจอวิกฤติ ซึ่งแม้ว่าการพยายามดำเนินการแก้ไขในบางครั้ง อาจจะนำไปสู่การเจ็บตัวมากยิ่งขึ้น จนต้องตัดสินใจเลิกกิจการไปในที่สุด แต่อย่างน้อยก็จะกลายเป็นบทเรียนสำหรับผู้ประกอบการในการก้าวต่อไปได้ดีกว่าผู้ที่ตัดสินใจยอมแพ้ ทั้งที่ยังไม่ได้สู้
