การบริหารสภาพคล่องและเงินสดในอุตสาหกรรม
จาก SSM Wiki
การบริหารสภาพคล่องและเงินสดในอุตสาหกรรม โดย คุณศิริ วนสุวานิช
- ในภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นในปัจจุบันนั้น เชื่อว่าหลายธุรกิจอาจประสบกับปัญหาด้านรายได้ โดยเฉพาะจากการลดลงของยอดขายสินค้า หรือผู้ใช้บริการ ซึ่งปัจจัยดังกล่าว ถือว่าอยู่นอกเหนือการควบคุมของธุรกิจ เนื่องจากเป็นผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในระดับมหภาค หรือระดับประเทศ ถึงแม้ว่าในทางปฏิบัติ ธุรกิจหรือผู้ประกอบการอาจสามารถลดผลกระทบดังกล่าวได้บางส่วน จากการปรับกลยุทธ์ในการแข่งขัน หรือกลยุทธ์ด้านการตลาดก็ตาม แต่ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ก็ย่อมจะต้องแลกมาด้วยต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น
- ดังนั้น เมื่อธุรกิจไม่สามารถควบคุมด้านรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมายได้อย่างเต็มที่ ผู้ประกอบการอาจต้องหันมาให้น้ำหนักกับการควบคุมตัวแปรอื่นๆ ร่วมด้วย เพื่อให้สามารถประคับประคองผลกำไร หรือลดโอกาสเกิดผลขาดทุนให้ต่ำที่สุด ตัวแปรอื่นๆ เหล่านั้น นอกจากจะรวมถึงการบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งส่วนหนึ่งสามารถดำเนินการได้ด้วยการลดต้นทุน ด้วยการลดทอนรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงนั้น ก็ยังจะรวมถึงการบริหารสภาพคล่องทางธุรกิจให้อยู่ในระดับที่เพียงพอและเหมาะสมอีกด้วย
- โดยทั่วไปแล้ว “สภาพคล่อง” มักหมายความรวมถึงเงินสด หรือสินทรัพย์ที่แปลงเป็นเงินสดได้เร็ว ซึ่งเป็นผลต่างระหว่างกระแสเงินสดไหลเข้า (Cash Inflow) และกระแสเงินสดไหลออก (Cash Outflow) ของธุรกิจ
- หลักการของการบริหารสภาพคล่องที่ดี คือ การบริหารเงินสด หรือสินทรัพย์ที่แปลงเป็นเงินสดได้เร็วดังกล่าว ให้อยู่ในระดับที่เพียงพอต่อความต้องการของธุรกิจ นั่นคือไม่ได้เผื่อสภาพคล่องไว้สำหรับการใช้งาน หรือรอการนำไปใช้ มากหรือน้อยจนเกินไป ขณะเดียวกัน ก็ต้องสามารถสร้างอัตราผลตอบแทนจากสภาพคล่องส่วนเกิน (จากความต้องการใช้) ของธุรกิจได้ในระดับสูงสุด ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ธุรกิจยอมรับได้ด้วย
- ตัวแปรที่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางธุรกิจ
- ตัวแปรหลักที่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางธุรกิจ ก็คือ กิจกรรม/รายการต่างๆ ที่ทำให้เกิดกระแสเงินสดไหลเข้า-ออก ดังนี้
- 1.ด้านการกระแสเงินสดไหลเข้า ได้แก่ เงินสดที่ได้รับจากการขายสินค้าและบริการ การรับชำระเงินจากลูกหนี้การค้า การเพิ่มขึ้นของเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ เงินเบิกเกินบัญชี เงินสดที่ได้รับจากการขายทรัพย์สิน การกู้ยืมเงิน และการขายหุ้นเพิ่มทุน เป็นต้น
- 2.ด้านกระแสเงินสดไหลออก รวมถึง การจ่ายเงินในการซื้อวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้า การชำระค่าแรง/เงินเดือนพนักงาน ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารกิจการ การซื้อทรัพย์สินถาวร การชำระคืนเงินกู้และดอกเบี้ยจ่าย การชำระภาษี รวมถึงการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น เป็นต้น
- ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดไหลเข้า-ออก ดังกล่าว ได้แก่
- - นโยบายด้านการบริหารของธุรกิจเอง อาทิ การตั้งเป้าหมายการขยายธุรกิจ/ลงทุนเพิ่มเติม ตลอดจนนโยบายด้านการส่งเสริมการขาย การบริหารลูกหนี้ (ระยะเวลาการเก็บหนี้) การบริหารต้นทุน การบริหารสินค้าคงคลัง ตลอดจนการบริหารแหล่งเงินทุน
- - ภาวะแวดล้อมทางธุรกิจ โดยที่สำคัญได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจ (ที่ย่อมจะมีผลกระทบต่อยอดขาย หรือเป้าหมายทางธุรกิจ) สภาพการแข่งขันในตลาด (ซึ่งอาจนำมาสู่การปรับกลยุทธ์ของคู่แข่ง จนกระทบต่อกระแสรายรับทางธุรกิจ อาทิ การแข่งขันด้านราคา หรือการทุ่มตลาด) รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การเมืองในประเทศ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค เป็นต้น
- ดังนั้น ภาวะการขาดสภาพคล่องทางธุรกิจ นอกจากจะมีสาเหตุมาจากภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งอาจส่งผลกดดันกระแสรายรับ จนนำมาสู่ปัญหาสภาพคล่องแล้ว ก็ยังอาจสัมพันธ์กับปัญหาเฉพาะของกิจการ หรือการที่กิจการขาดการบริหารที่ดีด้วย อาทิ การขยายธุรกิจเร็วเกินไป ขาดการวางแผนส่งเสริมการขายที่ดี ขาดการบริหารลูกหนี้ที่ดี (เก็บหนี้ช้าเกินไป หรือเก็บไม่ได้) ตลอดจน การจัดทำแหล่งเงินทุนที่ไม่สัมพันธ์กับรายจ่าย
แนวทางการจัดการและแก้ปัญหาสภาพคล่อง
| ทรัพย์สินหมุนเวียน | ข้อเสนอแนะ |
|---|---|
| - หลักทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาด | - ขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด |
| - ลูกหนี้การค้า | - เร่งรัดการเก็บเงิน
- เข้มงวดการเก็บเงินจากลูกหนี้มากขึ้น - ลดระยะเวลาการชำระเงิน - ให้ส่วนลดเงินสด |
| - สินค้าคงคลัง | - ขายสินค้าคงคลัง / ชะลอการสะสมสินค้าคงคลัง |
| - อื่นๆ | - ขายสินทรัพย์อื่นๆ |
| หนี้สินหมุนเวียน | ข้อเสนอแนะ |
| - เงินเบิกเกินบัญชี เงินกู้ยืมระยะสั้น | - ชะลอการจ่ายเงิน
- กู้ยืมเงินเพิ่มเติม |
| - เจ้าหนี้การค้า | -ยืดระยะเวลาการชำระเงิน |
| - อื่นๆ | - ชะลอ หรือยืดการชำระเงินออกไป |
- เพื่อป้องกันภาวะขาดสภาพคล่องทางธุรกิจ ผู้ประกอบการควรติดตามและวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของกระแสรายรับและรายจ่ายอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในสภาวะปัจจุบันที่ปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจไม่เอื้ออำนวย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว จะช่วยให้ทราบถึงสถานะของสภาพคล่องทางธุรกิจ ตลอดจนสามารถประเมินผลกระทบจากการตัดสินใจทางธุรกิจต่างๆ ต่อฐานะสภาพคล่องว่าอยู่ในระดับที่ดีขึ้น หรือแย่ลงได้ โดยเปรียบเทียบกับข้อมูลในอดีต หรือกับกิจการอื่นๆ ที่อยู่ในธุรกิจประเภทเดียวกัน เพื่อหาแนวทางการจัดการและแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม
- สำหรับธุรกิจเริ่ม หรือกำลังประสบกับปัญหาสภาพคล่องอยู่ในปัจจุบัน (นั่นคือ เงินสดของกิจการมีระดับน้อยเกินไป และไม่พอเพียงต่อความต้องการใช้) ผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องหาเงินสดเพิ่มเติม ซึ่งอาจสามารถแก้ไขได้ด้วยการบริหารเงินทุนหมุนเวียนทั้งด้านทรัพย์สินและหนี้สิน ดังตารางด้านขวา
- อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจที่ยังไม่ประสบปัญหาสภาพคล่อง ก็ควรวางแนวทางป้องกันปัญหาสภาพคล่องตั้งแต่เนิ่นๆ โดยสามารถดำเนินการได้หลากหลายวิธี ดังนี้
1. การสำรองเงินสด ให้อยู่ในระดับที่เพียงพอ โดยควรแบ่งการสำรองเงินดังกล่าว ตามความเร่งด่วนของการใช้เงินในแต่ละวัตถุประสงค์ กล่าวคือ สำหรับเงินสดที่จำเป็นต้องใช้ในการดำเนินธุรกิจประจำวันนั้น แม้ว่าปริมาณการสำรองเงินสดที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปตามขนาดและปัจจัยเฉพาะกิจการ แต่โดยทั่วไปแล้ว การประเมินปริมาณเงินสดสำรองที่เหมาะสมด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด ก็คือ การนำข้อมูลการจ่ายเงินสดรายเดือนย้อนหลังมาคำนวณเป็นค่าเฉลี่ยต่อวัน จากนั้นจึงนำไปใช้ในการประเมินระดับเงินสดสำรองเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน หรือรายไตรมาส ตามนโยบายของธุรกิจ ขณะที่ สำหรับเงินก้อนที่ยังไม่ต้องการใช้ในทันที/ในอนาคตอันใกล้ ผู้ประกอบการอาจนำเงินก้อนดังกล่าวไปลงทุน เพื่อให้เกิดดอกผล หรืออัตราผลตอบแทน ซึ่งในปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ได้มีการออกผลิตภัณฑ์การออมที่ให้อัตราผลตอบแทนดีกว่าการฝากเงินทั่วไป แต่ยังคงให้สิทธิด้านสภาพคล่องในการถอนเงินออกไปใช้ได้เมื่อมีความจำเป็นทางธุรกิจ เช่น ผลิตภัณฑ์การออมในรูปตั๋วแลกเงิน หรือกองทุนรวม เป็นต้น แต่ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกในการลงทุนใด ผู้ประกอบการควรพิจารณาถึงความเสี่ยงจากการลงทุนร่วมด้วย ว่าอยู่ในระดับที่สามารถยอมรับได้ และมีความเหมาะสมกับอัตราผลตอบแทนที่ได้รับหรือไม่ นอกจากนี้ ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน ผู้ประกอบการอาจต้องทำการสำรองเงินสดสูงกว่าปกติ เพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน หรือกรณีที่มีเหตุอันไม่คาดคิด เพื่อลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ขณะเดียวกันก็ช่วยรักษาเครดิต/ความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการด้วย
2. การบริหารลูกหนี้ โดยท่ามกลางภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจเช่นในปัจจุบัน ผู้ประกอบการควรประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้อย่างรอบคอบ และติดตามสถานะด้านความสามารถในการชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอและใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังควรให้ความสำคัญกับการจัดเก็บระบบข้อมูลลูกหนี้ การวางระเบียบการวางใบแจ้งหนี้และรับเช็ค การจ่ายคอมมิชชั่นให้ผู้ขายก็ต่อเมื่อเก็บหนี้ได้ การทำเรื่องการรับชำระเงินแบบหักบัญชีอัตโนมัติ และการให้ส่วนลดเมื่อจ่ายหนี้เร็ว เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้กับลูกหนี้ เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังควรจัดลำดับชั้นของลูกหนี้ เพื่อให้สามารถบริหารลูกหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3. การบริหารสินค้าคงคลัง โดยควรจัดเก็บสินค้าคงคลังตามความเหมาะสม (อาทิ เก็บที่ส่วนกลาง หรือใกล้แหล่งผลิต) เพื่อความประหยัดด้านต้นทุนการบริหารและค่าขนส่ง นอกจากนี้ ยังควรวางแผนการจัดซื้อและสั่งซื้อให้มีประสิทธิภาพ มีจำนวนที่ประหยัดและเหมาะสมต่อความรวดเร็วในการระบายสินค้าคงคลังดังกล่าว
4. เจ้าหนี้การค้า ผู้ประกอบการอาจพิจารณาทางเลือกในการจ่ายหนี้ให้เร็วขึ้นหากได้รับส่วนลด การขอเงื่อนไขการชำระหนี้ที่สมเหตุสมผลจากเจ้าหนี้ และการกระจายซื้อสินค้าจากคู่ค้าหลายรายเพื่อป้องกันความเสี่ยง และเพิ่มอำนาจการต่อรองให้กับตน
5. สินทรัพย์ถาวร ผู้ประกอบการควรขาย หรือให้เช่าทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ออกไป ขณะเดียวกัน ก็ควรพิจารณาเงื่อนไขการซื้อ เช่า หรือเช่าซื้ออย่างรอบคอบและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับกิจการ
6. หนี้สิน โดยควรรักษาอัตราหนี้สินต่อทุนให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ สร้างสัมพันธ์ภาพกับธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง จัดลำดับต้นทุนของเงินทุนโดยเลือกใช้แหล่งเงินกู้ที่มีต้นทุนต่ำก่อน ตลอดจน พยายามบริหารหนี้สินให้สอดคล้องกับสินทรัพย์ เช่น การบริหารระยะเวลาคงเหลือให้สอดคล้องกัน ด้วยการใช้เงินกู้ระยะยาวสำหรับการลงทุนระยะยาว หรือการกู้ยืมระยะสั้นสำหรับวัตถุประสงค์การใช้เงินระยะสั้น เป็นต้น นอกจากนี้ ที่สำคัญ ผู้ประกอบการควรขอวงเงินสำรองพิเศษ หรือจัดหาเงินทุนพิเศษสำหรับใช้ในยามฉุกเฉิน ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจยังคงมีความไม่แน่นอนสูงดังเช่นในปัจจุบัน
7. ทุน ผู้ประกอบการอาจใช้ประโยชน์จากการยกขาดทุนสะสมมาใช้ลดภาษีในปีที่มีกำไร ขณะเดียวกัน ก็ควรเตรียมทุนสำรองเผื่อฉุกเฉินไว้ด้วย
8. รายได้-ค่าใช้จ่าย เพื่อป้องกันความผันผวนของกระแสรายได้ ผู้ประกอบการควรยึดนโยบายในการรักษาฐานลูกค้าเดิมเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างที่การขยายฐานลูกค้าใหม่ยังคงได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ก็อาจทำแผนลด/ชะลอการใช้จ่าย รวมถึงการศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับด้านการพนักงานไว้ด้วย ในกรณีที่มีความจำเป็นจะต้องปรับนโยบายด้านการพนักงาน
- ทั้งนี้ เทคนิคการบริหารสภาพคล่องดังกล่าว นอกจากจะมีประโยชน์ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจแล้ว ก็ยังสามารถนำมาปรับใช้ได้ในภาวะปกติเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินธุรกิจ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการควรวางนโยบายธุรกิจในลักษณะที่ระมัดระวัง ไม่มองโลกในแง่ดีจนเกินไป เพราะจะทำให้ขาดการเตรียมตัวที่ดี นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังควรเตรียมแผนฉุกเฉินทางธุรกิจในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถหาทางออกได้อย่างเหมาะสมเมื่อประสบกับเหตุการณ์จริง
- แม้ภายใต้ปัญหาการชะลอตัวของภาพรวมเศรษฐกิจ ธุรกิจอาจทำได้อย่างมากแค่การประคองตัว แต่อันที่จริงแล้ว ผู้ประกอบการอาจพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการใช้ช่วงระยะเวลานี้ในการทบทวนกลยุทธ์ทางธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา สรรหาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ปรับโครงสร้างธุรกิจ คิดค้นนวัตกรรมใหม่ ควบคู่ไปกับการแสวงหาตลาดใหม่ๆ เพิ่มเติม ซึ่งย่อมจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะต่อไป และช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะเมื่อสภาพเศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัวชัดเจนขึ้นอีกครั้ง
- ที่มาของข้อมูล
- (1) หนังสือเรื่อง “การบริหารสภาพคล่องและเงินสดในอุตสาหกรรม” โดย รองศาสตราจารย์จิรพัฒน์ เงาประเสริฐวงศ์
- (2) บทความเรื่อง “การจัดการสภาพคล่อง” โดย ดร.ภาณุ เชาว์ปรีชา จาก www.businessacumen.co.th
- (3) บ.ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
- (4) ภาพประกอบจาก www.gunsandgames.com

